Translate

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568

🎥 เอเลี่ยน Alien ภาค 1

คือตอนแรกของภาพยนตร์ไซไฟชุดยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและเป็นการแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์ ในบท ริปลี่ย์ หญิงเหล็กผู้ต้องต่อกรกับสัตว์ร้ายแห่งจักรวาล…ศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาลของเธอ ความสยองขวัญเริ่มต้น เมื่อลูกเรือของยานอวกาศ “นอสโทรโม่” ได้รับสัญญาณติดต่อจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งอันไกลโพ้นและต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่แพร่พันธุ์ด้วยการฝังไข่ของมันในร่างกายมนุษย์ เวลานี้ลูกเรือทั้งหมดไม่เพียงต้องต่อสู่เพื่อเอาชีวิตรอดแต่ยังต้องต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกด้วย
 ALIEN (1979) เอเลี่ยน ภาค 1 Alien (40th Anniversary) 1979 ‧ Sci-fi/Horror ‧ 1h 57m  พากย์ไทย
People also search for













วิกิพีเดีย
Alienเป็นแฟรนไชส์แนววิทยาศาสตร์ สยองขวัญและแอ็คชั่ น ที่มีเนื้อเรื่องหลักจากภาพยนตร์ชุดเดิมซึ่งบรรยายถึงเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนเอลเลน ริปลีย์ (ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ ) และการต่อสู้ของเธอกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่เรียกกันทั่วไปว่าเอเลี่ยน ("เซโนมอร์ฟ")และซีรีส์ภาคต่อที่ดำเนินเรื่องของหุ่นยนต์ แอนดรอยด์ เดวิด 8 (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) และมนุษย์ต่างดาวที่เรียกกันว่า "วิศวกร"
มนุษย์ต่างดาว
โลโก้แฟรนไชส์อย่างเป็น
ผลิตและจัดจำหน่ายโดย20th Century Studiosซีรีส์เริ่มต้นด้วยAlien(1979) กำกับโดยRidley Scottและตามมาด้วยภาคต่ออีกสามเรื่อง ได้แก่Aliens (1986) กำกับโดยJames Cameron , Alien 3 (1992)
 กำกับโดยDavid FincherและAlien Resurrection (1997) กำกับโดยJean-Pierre Jeunetนอกจากนี้ Scott ยังได้กำกับภาพยนตร์ซีรีส์พรีเควลเรื่อง Prometheus (2012) และAlien: Covenant (2017) ตามมาด้วยAlien: Romulus (2024) ซึ่งมีฉากระหว่างสองภาพยนตร์แรก และกำกับโดยFede Álvarez

Nam Myo Ho Renge Kyo นัม เมียว โฮ เร็ง เง เคียว Lotus Sutta'nın Kitabı


    พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
นั้นถือได้ว่าเป็นพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ในทางบุคคลาธิษฐาน กล่าวคือธิดาพญานาคใคร่ครวญพระสัทธรรมตามพระปัญญาคุณ ของพระพุทธเจ้า แล้วก็อาจตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตรัสรู้ทางฝ่ายมหายานนั้น ไม่ขีดวงจำเพาะบรรพชิต แต่ที่ว่านี้ไม่ทั่วไปในทุกนิกายของฝ่ายมหายาน หากเน้นจำเพาะพวกที่ยึดถือตามพระคัมภีร์นี้เท่านั้น
  อนึ่ง พระสูตรนี้เอง มีข้อความที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าพระองค์มิได้ทรงตรัสรู้ในพระชาตินี้ ดังที่ทางฝ่ายสาวกยานเข้าใจ หากได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณมานับได้ อสงไขยแสนกัลปแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคือพุทธภาวะนั้นเป็นสภาวะแห่งนิรันดร บางครั้งทรงเนรมิตพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์มาช่วยสรรพสัตว์ บางครั้งเสด็จหลีกออกจากโลกไปเลย
 เพื่อให้เป็นประหนึ่งว่าโลกว่างจากพระพุทธเจ้า เวไนยสัตว์จะได้ไม่ประมาทเร่งประพฤติธรรม หาไม่จะนึกว่ามีพระโพธิสัตว์มาคอยเกื้อหนุนตนอยู่ตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธบารมีกล่าวอีกนัยหนึ่งคือทรงใช้อุปายะ ที่ว่าวิธีหนึ่งใดจะมีคุณในการเอื้อหนุนสรรพสัตว์เป็นที่สุดนั้นแลเป็นประการสำคัญ พระสูตรนี้เน้นให้เห็นว่าเราต้องไม่คำนึงถึงพระพุทธเจ้าในฐานะพระมนุษยพุทธที่ประสูต ณ สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่พุทธคยา ทรงแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิบตนมฤคทายวัน และเสด็จดับขันธ์ที่นอกเมืองกุสินารา
 เพราะนั่นเป็นเพียงการแสดงออกทางประวัติเท่านั้น แท้ที่จริงพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอยู่เหนือกาล เหนือสถานที่ เหนืออวกาศ ทรงเป็นสภาวะสัจและทรงเป็นมหากรุณาคุณอันดำรงคงอยู่ทุกแห่งหนและในทุกๆสรรพสัตว์ เนื้อหาประการหลังนี้คือหัวใจของมหายาน อาการที่ทรงแสดงสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ณ ภูเขาคิชกูฎนั้น ถือได้ว่าแสดงออกทางพระธรรมกาย อันสุดวิสัยที่ปุถุชนจะรับรู้ได้ ทรงนำเอานิทานต่างๆ มาเล่าไว้ในพระสูตรนี้ และพรรณาอย่างไพเราะลึกซึ้งและอย่างน่าเห็นคล้อยตาม หากไม่เป็นไปตามนัยแห่งตรรกะหรือปรัชญาแบบตะวันตก แม้คำสอนหลักในทางพระศาสนา เช่น เรื่องอริยสัจและปฏิจจสมุปบาท ก็เอ่ยไว้อย่างผ่านๆไปเท่านั้น
 เพราะถือว่าพุทธศาสนาย่อมรู้จักหัวข้อคำสอนหลักเหล่านั้นอยู่แล้ว หากความในพระสูตรนี้เน้นในเรื่องที่ไม่มีปรากฏในพระสูตรอื่นๆ พระสูตรนี้เน้นว่าพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ อย่างยากที่สามัญมนุษย์จะเข้าได้ถึงจึงเสนอให้ท่องบ่นพระสูตรนี้ แม้ไม่เข้าใจ หากอาศัยศรัทธาปสาทะก็จะตรัสรู้โดยใช้อธิษฐานบารมี มุ่งที่โพธิสัตวธรรม เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ ให้พากันเข้าถึงพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าใช้วิชาการอย่างฝรั่งจะหาบทสรุปจากพระสูตรนี้ไม่ได้เลยดัง ยอช ทานาเบ หัวหน้าแผนกวิชาศาสนาของมหาวิทยาลัยฮาวาย(อเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น) ถึงกับกล่าวว่า
 สัทธรรมปุณฑรีกสูตรนี้ “ว่าด้วยพระสูตรแต่ไม่มีคำสอนในพระสูตรเลเป็นดังคำนำอย่างยาว หากไม่มีเนื้อเรื่อง”เราต้องไม่ลืม
ว่า ทางมหายานถือว่าปรมัตถสัจนั้นไม่อาจใช้ถ้อยคำแสดงออกได้ เพราะภาษามีขอบเขตอันจำกัด หากใช้ภาษาพรรณนาปรมัตถสัจก็เท่ากับทำลายสภาวะของศูนยตานั่นเอง ฉะนั้น ถ้อยคำในพระสูตรจึงตีวงกรอบไว้รอบๆ เพื่อให้ปรมัตถสัจอยู่ตรงกลาง โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง หรือเอ่ยถึงไม่ได้ หากให้เวไนยสัตว์อาจตรัสรู้ได้เอง ก็ในเมื่อปรมัตถสัจเข้าถึงไม่ได้ด้วยถ้อยคำหรือด้วยการใช้ความคิด พระสูตรนี้จึงเน้นให้แต่ละคนเข้าหาพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธาปสาทะและการปฏิบัติตามเท่านั้นเอง อิทธิพลของพระสูตรนี้ในแง่ที่เน้นเรื่องศรัทธาและภาวนานั้นจึงมีคุณอนันต์ แม้คนที่ไร้การศึกษาก็เข้าหาพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าได้ ด้วยการยึดตามพระสูตร ด้วยวิธีอ่าน ด้วยการท่องบ่น ด้วยการคัดลอก และด้วยการสอนข้อความตามพระสูตรนี้ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นบุญกิริยา ซึ่งสามารถเอาชนะอกุศลและความชั่วร้ายต่างๆได้ นอกจากสวดสังวัธยาย ฯลฯ แล้ว ยังควรทำพิธีบูชาด้วย ธูปเทียน ดนตรี แก้วแหวนเงินทองต่างๆอีกด้วย ทั้งนี้
  ไม่ได้หมายความว่ายิ่งถวายของมีราคามากจักได้บุญกุศลมาก หากขึ้นอยู่กับศรัทธาปสาทะที่แนบแน่นและจริงใจต่างหาก แม้ยากจก ถ้าจิตเป็นกุศลแม้ของที่ถวายจะน้อยค่าทางทรัพย์สินก็อาจได้อานิสงส์ยิ่งกว่าเศรษฐีที่ถวายมาก หากไม่ศรัทธาจริงหรือหวังผลตอบแทนจากการถวายนั้นๆ อนึ่ง การสวดสังวัธยายนั้นให้มั่นในพระพุทธคุณ โดยเฉพาะก็พระกรุณาคุณอันแสดงออกทางบุคคลาธิษฐาน เป็นองค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งตามพยัญชนะหมายถึง พระองค์ผู้ทรงรับเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากชาวโลกนั่นเองชาวโลกในที่นี้อาจเป็นสัตว์นรกก็ได้ ใครก็ตามที่เชื่อมั่นในพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ พระองค์จะทรงแผ่กรุณยภาพไปถึงตลอดเวลา ขอให้มั่นในศรัทธาปสาทะเท่านั้น
 พระสูตรนี้เอ่ยถึงพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งทรงเนรมิตพระกาย ออกเป็นถึง 33 พระรูป ทรงเป็นทั้งเพศหญิง เพศชายเป็นมนุษย์และอมนุษย์ สูงส่ง ยิ่งใหญ่ และต่ำต้อย จากพระสูตรนี้เองที่พระโพธิสัตว์พระองค์นั้นกลายสภาพเป็นเจ้าแม่กวนอิมในเมืองจีน และแคนนอนในญี่ปุ่น แม้จนบัดนี้พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ก็ทรงเกื้อหนุนจุนเจือให้ผู้คนเป็นอันมากได้รับความสุข โดยทรงช่วยขจัดความทุกข์ให้นานาประการ ถ้าเข้าใจพระสูตรนี้จากแง่มุมของมหายาน ก็จะเห็นได้ว่า สัทธรรมปุณฑรีกสูตรประมวลไว้ทั้งคำเทศน์ นิทาน และการแนะนำช่วยเหลือให้สาธุชนเกิดศรัทธาปสาทะในสถานะต่างๆกัน นี้แลคือหัวใจสำคัญอันเป็นเหตุให้พระสูตรนี้แพร่หลายในโลกของฝ่ายมหายานมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
เมียวโฮเร็งเงเคียว โฮเบ็นพน ไดนี
คำแปล: พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร อุปายโกศลปริวรรต (ว่าด้วยกุศโลบาย)
นี จี เซ ซน จู ซัน ไม อัน โจ นี คี โง ชรี ฮตจึ โช บุต ชีเอ ยิน ยิน มู เรียว โง ชี เอ มน นัน เง นัน นิวอิด ไซ โช มน เฮียกุ ชี บุตจึ โช ฟู โน ชี
คำแปล: ณ บัดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธิโดยสงบเรียบร้อย ตรัสแก่พระสารีบุตรว่า ปัญญาของพระตถาคตเจ้าทั้งหลายลึกซึ้งยิ่งนักหาที่จำกัดมิได้ คำสอนของท่านนั้นยากที่จะเข้าใจและยากที่จะนับถือ ฉะนั้น พระสาวกทั้งหลายและพระปัจเจกโพธิทั้งหลายไม่สามารถเข้าใจ
โช อี ชา งา บุตจึ โซ ชิน งน เฮียกุ เซ็น มัน โนกุ มู ชู โช บุตจึ ยิน เงียว โช บุตจึ มู เรียว โด โฮ ยู เมียว โช ยิน เมียว โช ฟู มน โจ จู ยิน ยิน มี โซ อู โฮ ซุย งี โช เซ็ตจึ อี ชู นัน เง
คำแปล: ด้วยเหตุใดหรือเล่า ก็เพราะพระตถาคตเจ้าเหล่านั้น ได้ร่วมสัมพันธ์กับพระตถาคตเจ้ามีจำนวนร้อยพัน หมื่น โกฏิอสงขัย นับไม่ถ้วน ปฏิบัติธรรมตามวิถีทางเป็นจำนวนมากมายเหลือที่จะกำหนดได้ ด้วยความพากเพียรและแกล้วกล้าจนเป็นที่
รู้กันทั่วสกลพิภพ บำเพ็ญปฏิบัติและรู้แจ้งพระธรรมอันลึกซึ้งหาเปรียบมิได้ คำสอนของท่านเหมาะสมกับสติปัญญาความสามารถของปวงชน แต่ความหมายของพระธรรมนั้นยากที่จะเข้าใจได้
ชรี ฮตจึ โก จู โจ บุตจึ อี ไร ชู จู อิน เน็น ชู จู ฮี ยู โค เอ็น งน เคียว มู ชู โฮ เบ็น อิน โด ชู โจ เรียว รี โช จกุ
คำแปล: ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า ตั้งแต่ตถาคตบรรลุโพธิญาณแล้ว ตถาคตได้อธิบายเหตุผลยกเรื่องเปรียบเทียบและใช้กุศโลบายนานาเหลือที่จะประมาณได้ชักนำให้ชนทั้งหลายหลุดพ้นความยึดมั่นเกาะเกี่ยวทั้งปวงเสียสิ้น
โช อี ชา งา เนียว ไร โฮ เบ็ย ชี เค็น ฮรา มิตจึ ไค อี งู โสะกุ
คำแปล: ที่เป็นเช่นนี้เพราะตถาคตเพียบพร้อมด้วยปัญญา บารมีรู้การณ์ควร และไม่ควร
ชรี ฮตจึ เนียว ไร ชี เค็น โค ได ยิน นน มู เรียว มู เง ริกี มู โช อี เซ็น โจ เง ดัด ซัน ไม ยิน นิว มู ไซ โจ จู อิด ไซ มี โซ อู โฮ
คำแปล: ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า ปัญญาของตถาคตนั้นลึกซึ้งกว้างใหญ่ไพศาลหาขอบเขตที่จะกำหนดมิได้ พลังของตถาคตความแกล้วกล้าของตถาคต การภาวนาสมาธิจิตของตถาคต ความเป็นอิสสระเสรีของตถาคต การดำรงจิตใจมั่นคงในฌานสมาบัติของตถาคตเหล่านี้นั้น ได้อำนวยผลให้ตถาคตบรรลุถึงซึ่งความหลุดพ้นไม่มีสิ่งเกาะเกี่ยวร้อยรัด และรู้แจ้งในธรรมอันล้ำเลิศประเสริฐสุดซึ่งไม่เคยมีผู้รู้แจ้งมาก่อน
ชรี ฮตจึ เนียว ไร โน ชู จู ฟุน เบ็ตจึ เงียว เส็ด โช โฮ งน จี นิว นัน เอ็ก คา ชู ชิน
คำแปล: ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า ตถาคตสามารถแจกแจงบรรยายธรรมได้ถ้วนทั่วทุกประการ สามารถประกาศสั่งสอนธรรมแคล่วคล่อง ใช้ถ้อยคำอ่อนโยนสุภาพ เล้าโลมใจปวงชนให้ร่าเริงใจ
ชรี ฮตจึ ชู โย งน ชี มู เรียว มู เฮ็น มี โซ อู โฮ บุด ซิจึ โจ จู
คำแปล: ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า กล่าวโดยแท้แล้วก็คือ ตถาคตได้บรรลุรู้แจ้งในธรรมอันล้ำเลิศประเสรฐสุด อันหาขอบเขตมิได้ อันหาที่เปรียบเทียบมิได้
ชี ชรี ฮตจึ ฟู ชู บู เซ็ตจึ โช อี ชา งา บุด โช โจ จู ได อิชี เค อู นัน เง ชี โฮ ยุย บุตจึ โย บุตจึ ไน โน คู ยิน โช โฮ จิส โซ
คำแปล: ทรงตรัสแก่พระสารีบุตรว่าป่วยการที่จะกล่าวอันใดอื่นอีก ทำไมหรือเล่า ทั้งนี้ก็เพราะว่าธรรมอันตถาคตรู้แจ้งนั้นล้ำเลิศไม่มีอันใดเทียบได้ และยากที่จะเข้าใจ ในระหว่างพระตถาคตเจ้าด้วยกันเท่านั้น จึงจะสามารถหยั่งรู้สภาพตามจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายได้
โช อี โช โฮ เนียว เซ โซ เนียวเซ โช เนียว เซ ไท เนียว เซ ริกี เนียว เซ ซา เนียว เซ อิน เนียว เซ เอ็น เนียว เซ คา เนียว เซ โฮ เนียว เซ ฮอน มา คู เคียว โท
คำแปล: กล่าวคือ สรรพสิ่งทั้งหลายมีรูป มีสาระ (เช่นอุปนิสัย) มีอัตภาพตัวตน มีพลัง มีกิจกรรม มีต้นเหตุ มีสื่อสัมพันธ์กับเหตุ มีผล มีผลสำแดง มีความสอดคล้องตั้งแต่ต้นจนปลาย
เมียวโฮเร็งเงเคียว เนียว ไร จู เรียว ฮน ได จู รกกุ
คำแปล: พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร ตถาคตายุษประมาณปริวรรต (ว่าด้วยอายุกาลแห่งพระตถาคต)

จีงาโทกุบุดไร -          นับตั้งแต่ตถาคตบรรลุโพธิญาณมา
โชเคียวโชขดชู -         จำนวนกัปป์ที่ได้ผ่านมา
มูเรียวเฮียกุเซ็นมัน -         มีจำนวนไม่จำกัดร้อยพันหมื่น
โอะกุไซอาโซงี -         โกฏิอสงขัย
โจเส็บโปเคียวเค -         ตถาคตเทศนาธรรมและสั่งสอนต่อเนื่องไม่ขาดสาย
มูชูโอะกุชูโจ -          สรรพสัตว์จำนวนนับไม่ถ้วนโกฏิ
เรียวนิวโอบุตจึโด -         เพื่อให้เข้าสู่พุทธมรรค (วิถีแห่งการบรรลุโพธิญาณ)
นีไรมูเรียวโค -          นับแต่กาลนั้นมาเป็นเวลาไม่ถ้วนกัปป์
อีโดชูโจโค -          เพื่อที่จะโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์
โฮเบ็นเง็นเนฮัน -          ตถาคต ประกาศสอนนิพพานด้วยกุศโลบาย
นีจิตจึฟูเม็ตจึโด -         แท้ที่จริงนั้นตถาคตมิได้ดับสูญสภาพ
โจจูชีเส็บโป -          แต่จะยังคงเทศนาธรรมอยู่ที่นี่ตลอดไป
งาโจจูโอชี -         ตถาคตดำรงอยู่ที่นี่ตลอดไป
อีโชยินซูริกี -         ตถาคตใช้สรรพจิตตานุภาพของตถาคต
เรียวเท็นโดชูโจ -         เพื่อให้สรรพสัตว์ผู้มีมิจฉาทิษฐิ
ซุยงนนีฟูเค็น -         แม้ตถาคตอยู่ใกล้ก็ไม่สามารถเห็นตถาคต
ชูเค็นงาเม็ตจึโด -         สัตว์ทั้งมวลคิดเห็นว่าตถาคตดับสูญสภาพ
โคคูโยชารี -         สักการะบูชาพระธาตุทุกหนแห่ง
เง็นไคเอเร็นโบ -         ทุกคนตั้งความใส่ใจปรารถนา
นีโชขัดจึโงชิน -         มีใจกระหายตั้งความหวัง
ชูโจคีชินบุกุ -         เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีใจเชื่อและเชื่อฟัง
ฉิจีจิคีอีนิวนัน -         มีอุปนิสัยสัตย์ซื่อและใจอ่อนน้อม
อิดชินหยกเค็นบุตจึ -         เต็มใจปรารถนาจะพบพระพุทธะ
ฟูจีชกุชินเมียว -         ไม่เสียดายแม้แต่ชีวิตตนเอง
จีงางิวชูโช -         ณ บัดนั้น ตถาคตพร้อมด้วยมวลสังฆบริษัท
คูฉุดจือเรียวจูเซ็น -         ก็ปรากฎพร้อมกัน ณ ยอดเขาคิชฌภูฎ
งาจีโงชูโจ -         ณ บัดนั้น ตถาคตบอกแก่สรรพสัตว์
โจไซชีฟูเม็ตจึ -         ว่าตถาคตดำรงอยู่ตลอดไปที่นี่
อีโฮเบ็นหลีกโค -         ด้วยอานุภาพแห่งกุศโลบาย
เง็นอูเม็ตจึฟูเม็ตจึ -         จึงแสดงปรากฎว่าตถาคตทั้งดับสูญสภาพและไม่ดับสูญสภาพ
โยโขะกุอูชูโจ -         ถ้าในแดนอท่นมีสัตว์
คูเงียวชินเงียวชา -         มีจิตเคารพและมีศรัทธาปรารถนา
งาบูโอฮีชู -         ตถาคตก็จักอยู่ท่ามกลางเขาเหล่านั้นด้วย
อีเช็ตจึ มู โจ โฮ -         เพื่อเทศนาสอนพระธรรมอันสูงสุดนี้
เนียวโทฟูมนชี -         เธอทั้งหลายผู้มิได้ฟังคำกล่าวนี้
ทันนีงาเม็ตจึโด -         ก็กล่าวว่าตถาคตดับสูญสภาพ
งาเค็นโชชูโจ -         ตถาคตเล็งเห็นสรรพสัตว์นี้
หมดจึไซโอคูไค -         จมอยู่ในห้วงสมุทรแห่งความทุกข์
โคฟูอีเง็นชิน -         ฉะนั้น ตถาคตมิได้สำแดงให้ปรากฎเห็น
เรียวโงโชขัดจึโง -         แต่ทำให้เขาเหล่านั้น ตั้งความมุ่งหวัง
อินโงชินเร็นโบ -         จนเมื่อหัวใจเขาเหล่านั้นปรารถนา
ไนฉุดจืออีเส็บโป -         ตถาคตก็ปรากฎตัวสั่งสอนพระธรรม
ยินซูริกีเนียวเซ -         ด้วยอานุภาพเหนือสภาพธรรมดาดังนี้
โออาโซงีโค -         ตลอดกาลเวลาอสงขัยกัปป์
โจไซเรียวจูเซ็น -         ตถาคตดำรงอยู่ ณ ยอดเขาคิชฌกูฎตลอดกาล
งิวโยโชจูโช -         และ ณ ดินแดนอื่นทุกแห่ง
ชูโจเค็นโคยิน -         เมื่อสรรพสัตว์เห็นในระยะกาลสิ้นกัปป์
ไดคาโชโชจี -         เพลิงไฟกำลังเผาไหม้อยู่
งาชีโดอันนน -         ถิ่นแดนของตถาคตสงบ
เท็นนินโจจูมัน -         เพียบพร้อมด้วยเทวะและมนุษย์ทั้งหลายอยู่เสมอ
อนรินโชโดขะกุ -         สวนอุทยานและเวียงวังปราสาทหลากหลาย
ชูจูโฮโชงน -         ประดับด้วยอัญญมณีนานาประการ
โฮจูทาเคคา -         ต้นไม้วิจิตรอันมีดอกผลอุดม
ชูโจโชยูหละกุ -         สรรพสัตว์มาสุขสำราญ ณที่นี้
โชเท็นเงียกุเท็นคู -         เทวะทั้งมวลเคาะตีกลองทิพย์
โจสัดชูงีงากุ -         บรรเลงเพลงอยู่เนืองนิตย์
อูมันดาราเค -         โปรยดอกไม้มณฑารพ
ซันบุตจึงิวไดชู -         แด่พระพุทธะและมหาสังฆมณฑล
งาโจโดฟูคี -         แดนบริสุทธิ์ของตถาคตไม่มีวันเสื่อมสลาย
นีชูเค็นโชยิน -         แต่ชนทั้งหลายสิมองว่าเพลิงเผาไหม้สิ้น
อูฟูโชคูโน -         ความโศรกเศร้า ความตื่นกลัวและความหมองไหม้
เนียวเซฉิดจือจูมัน -         ครอบคลุมจิตใจพวกเขาดังนั้นอยู่
เซโชไซชูโจ -         บรรดาเหล่าสัตว์ผู้มีบาปเหล่านั้น
อีอะคูโกอินเน็น -         โดยเหตุที่มีอกุศกรรม
คาอาโซงีโค -         ตลอดมาในอสงขัยกัปป์
ฟูมนซันโบเมียว -         มิเคยได้ฟังคำว่าพระรัตนไตร
โชอูชูคูโดะกุ -         แต่ชนทั้งหลายผู้ประกอบกุศลกรรม
นิววาฉิจีจิคีชา -         มีจิตใจนอบน้อมและอุปนิสัยสัตย์ซื่อ
สกไคเค็นงาชิน -         เขาทั้งหลายเหล่านี้รู้เห็นว่าตถาคตยังดำรงอยู่
ไซชีนีเส็บโป -         สถิต ณ ที่นี้เทศนาสอนพระธรรมอยู่
วกุจีอีชีชู -         ในบางคาบบางสมัยแก่สรรพปวงชนเหล่านี้
เซ็ตจึบุตจึจูมูเรียว -         ตถาคตสอนว่าชีวิตพระพุทธะนั้นเป็นนิรันดร์
คูไนเค็นบุดชา -         สำหรับผู้ที่ได้พบเห็นพระพุทธะในที่สุดนั้น (วิปัสสนากรรมฐาน)
อีเซ็ตจึบุตจึนันชี -         ตถาคตสอนว่ายากที่จะได้พบเห็นพระพุทธะ
งาชีริกีเนียวเซ -         ปัญญานุภาพของตถาคตเป็นดังนี้
เอโคโชมูเรียว -         รัศมีแห่งปัญญาของตถาคตฉายไปหาที่สิ้นสุดมิได้
จูเมียวมูชูโค -         อายยุกาลของตถาคตนั้นนับไม่ถ้วนกัปป์
คูชูโงโชโทกุ -         อันเป็นผลแห่งกรรมที่สะสมไว้นับแต่กาลนาน
เนียวโทอูชีชา -         พวกเธอผู้มีปัญญา
โหมะโทชีโชงี -         จงอย่าสงสัยในเรื่องนี้เลย (อจินไตย – พชร)
โทดันเรียวโยยิน -         แต่จงกำจัดความสงสัยให้สิ้นเชิง
บุตจึโงจิบปูโค -         คำกล่าวของพระพุทธะนั้นสัตย์จริงไม่เป็นเท็จ
เนียวอีเซ็นโฮเบ็น -         เสมือนดังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุศโลบาย
อีจีโอชีโค -         เพื่อที่จะเยียวยารักษาบุตรที่สติวิปลาส
จิตจึไซนีงนชี -         แม้มีชีวิตอยู่ก็ประกาศบอกว่าสิ้นชีวิต
มูโนเสะโคโม -         แต่ย่อมมิอาจที่จะกล่าวหาว่าเขาพูดเท็จ
งาหยะกุอีเซบู -         ตถาคตก็เช่นกันเป็นบิดาของโลกนี้
คูโชคูเง็นชา -         ผู้ที่เยียวยาความทุกข์และความยากเข็ญทั้งมวล
อีบนบูเท็นโด -         เพื่อเห็นแก่ชนผู้คิดวิปริตไป
จิตจือไซนีงนเม็ตจึ -         แม้ดำรงชีวิตอยู่แท้ๆ ก็กล่าวว่าตถาคตดับสูญสภาพ
อีโจเค็นงาโค -         เพราะถ้าเขาพบเห็นตถาคตอยู่เป็นนิตย์
นีโชเคียวชีชิน -         เขาก็จักทนงใจตน
โฮอิจือจกุโงโยกุ -         ก็จะประมาทปล่อยตัวตามอารมณ์ ตกอยู่ในกามฉันท์ทั้งห้า (ความหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
ดาโออะกุโดชู -         ตกไปสู่อบายวิถี (นรก เปรต เดรัจฉาน อสูร)
งาโจชีชูโจ -         ตถาคตรู้ปวงสรรพสัตว์อยู่
เงียวโดฟูเงียวโด -         ผู้ดำเนินอยู่และมิได้ดำเนินอยู่ในวิถีทาง
ซุยโอโชคาโด -         ดำเนินตามหลักอันถูกต้องที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์
อีเสะชูจูโฮ -         จึงสอนธรรมะตามหลักนั้นนานาประการ
ไมจีซาเซเน็น -         ดำริทุกขณะ
อีงาเรียวชูโจ -         ว่าทำฉันใดตถาคตจะยังชนทั้งปวง
โถะกุนิวมูโจโด -         เข้าสู่วิถีอันยอดเยื่ยมนี้
โสะกุโจจูบุดชิน -         และให้บรรลุพุทธภาวะได้โดยพลัน
ทั้งหมดเบื้องต้นก็มีแต่เพียงเท่านี้ 
ธรรมะปฏิบัติจักเห็นพระนิพพานเบื้องหน้า

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

▲ ปีศาจแมงป่อง Xiezijing 蝎子精 ตัวละครในนวนิยายคลาสสิกเรื่อง Journey to the West

   
   วิญญาณแมงป่องเป็นปีศาจหญิงในนิยายปรัมปราจีนเรื่องไซอิ๋ว  ร่างเดิมของเธอคือแมงป่องขนาดเท่าผีผา หลังจากฝึกฝนในโลกมนุษย์มาหลายพันปี เธอก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ เมื่อ ถังซานจ่างและ ลูกศิษย์ของเขาเตรียมที่จะออกจาก อาณาจักรเหลียงตะวันตก เธอ ได้สร้างพายุหมุนและพาถังซานจ่างไป เธอยังหวังที่จะแต่งงานกับถังซานจ่าง แต่สุดท้ายก็ถูกปราบโดย เจ้าหน้าที่ดวงดาวกลุ่มดาวลูกไก่ ที่ ซุนหงอคงเชิญมา
   เดิมทีนางเป็น ปีศาจแมงป่องใน วัดเล่ยหยินเนื่องจากนางไม่ได้พนมมือขณะฟังคัมภีร์พระพุทธศาสนา นางจึงถูก พระพุทธเจ้า ผลัก นางจึงแทงพระพุทธเจ้าด้วยหลักม้าพิษ พระพุทธเจ้าจึงสั่งให้วัชระจับนาง และนางก็หนีไปที่ถ้ำผีผาบนภูเขาตู้ตี้ใกล้อาณาจักรซีเหลียง เมื่อ พระสงฆ์ถังและลูกศิษย์ผ่านอาณาจักรสตรี ปีศาจแมงป่องก็พัดพระสงฆ์ถังหนีไปด้วยพายุหมุน โดยหวังว่าจะได้แต่งงานกับเขาซุนหงอคงและจูปาเจี๋ยเข้ามาช่วยนาง แต่ปีศาจแมงป่องถือส้อมเหล็กสามง่าม และไฟก็พ่นออกมาจากจมูกของนางและควันก็ออกมาจากปากของนาง แม้แต่ซุนหงอคงและจูปาเจี๋ยก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ต่อมา ซุนหงอคงได้รับคำ แนะนำจาก พระโพธิสัตว์กวนอิมได้พบศัตรูของปีศาจแมงป่องข้าราชการแห่งดวงดาวของกลุ่มดาวลูกไก่และปีศาจแมงป่องก็ถูกกำจัด
การปรากฏตัวครั้งแรก ไซอิ๋ว บทที่ 54 สายพันธุ์ นางฟ้า เพศ หญิง ที่พักอาศัย ถ้ำปิปาแห่งภูเขา Dudishan
แขน ส้อมเหล็ก 3 แฉก อาวุธลับ ยาพิษม้า (หางพิษ) การบูชา พระสงฆ์วัดถัง
 มีเรื่องราวอีกเรื่องหนึ่งใน Strange Stories จากสตูดิโอจีนชื่อว่า "The Scorpion Guest"
   เมื่อถังซานจ่างและลูกศิษย์ของเขาเดินทางผ่านอาณาจักรซีเหลียง ราชินีแห่งซีเหลียงได้ยินว่าถังซานจ่างเป็นพี่ชายของจักรพรรดิถังจึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา ถังซานจ่างและลูกศิษย์ของเขากลัวว่าราชินีจะไม่ให้พวกเขาผ่านไป พวกเขาจึงวางแผนที่จะแสร้งทำเป็นตกลงตามข้อเสนอการแต่งงานของราชินี หลังจากที่ถังซานจ่างและราชินีส่งลูกศิษย์ทั้งสามคนออกจากเมือง พวกเขาก็จะออกเดินทางและมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เมื่อถังซานจ่างและลูกศิษย์ของเขากำลังจะออกจากอาณาจักรซีเหลียงตามแผน ปีศาจแมงป่องก็ปรากฏตัวขึ้นจากข้างทางและสร้างพายุหมุนเพื่อพาถังซานจ่างไป เมื่อกลับมาที่ถ้ำผีผา ปีศาจแมงป่องปลอบโยนถังซานจ่างและโน้มน้าวให้เขาแต่งงานกับเธอ ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ซุนหงอคงก็มาถึงและกลัวว่าถังซานจ่าง "สูญเสียธรรมชาติที่แท้จริงของเขา"
   ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดเผยร่างที่แท้จริงของเขาและเปิดโปงปีศาจแมงป่อง ปีศาจแมงป่องพ่นควันออกมาจากปากและสั่งให้คนพาตัวถังซานจ่างออกไป เขาต่อสู้กับซุนหงอคงนอกถ้ำและต่อสู้กับซุนหงอคงและ จูปาเจี๋ยเพียงลำพังเป็นเวลานานแต่ก็ไม่มีใครชนะได้ชัดเจน ในที่สุดปีศาจแมงป่องก็ใช้ท่าไม้ตายอันทรงพลังของเขาคือไม้พิษคว่ำรูปม้าและแทงหนังศีรษะของซุนหงอคง ซุนหงอคงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและหนีไปกับจูปาเจี๋ย และปีศาจแมงป่องก็กลับมาอย่างมีชัยชนะ เมื่อกลับเข้าไปในถ้ำ ปีศาจแมงป่องก็รวบรวมกำลังและขอให้หญิงสาวตกแต่งห้องนอนและพาพระถังเข้าไปในห้องหอเพื่อเตรียมแต่งงาน ในห้องหอ ปีศาจแมงป่องพยายามทุกวิถีทางเพื่อล่อลวงพระถังและพัวพันกับพระถังจนถึงเที่ยงคืน แต่พระถังกัดฟันและปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง ด้วยความโกรธ ปีศาจแมงป่องจึงสั่งให้คนมัดพระถังและนอนคนเดียว วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ซุนหงอคงทราบว่าพระถังซัมจั๋งไม่ได้สูญเสียหยางดั้งเดิมของตน เขาและจูปาเจี๋ยก็ฝ่าประตูถ้ำเข้าไปต่อสู้ หลังจากต่อสู้กับทั้งสองคนได้สามหรือห้ายก ปีศาจแมงป่องก็ใช้กลอุบายเดิมอีกครั้ง โดยใช้ไม้พิษกลับหัวรูปม้าแทงจูปาเจี๋ย และทั้งสองก็พ่ายแพ้อีกครั้ง ในเวลานี้พระโพธิสัตว์กวนอิมปรากฏตัวและบอกซุนหงอคงและอีกสองคนเกี่ยวกับที่มาของปีศาจแมงป่อง ปรากฏว่าปีศาจแมงป่องกำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ที่ วัดเล่ยหยินเมื่อพระตถาคตเห็นนาง พระองค์ก็ “ผลักนางด้วยมือ”
   จากนั้นปีศาจแมงป่องก็แทงนิ้วของพระตถาคตด้วยขอเกี่ยวพิษของพระองค์ พระตถาคตทรงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จึงทรงส่งวัชระไปจับนาง นางจึงวิ่งไปที่ถ้ำปิปะบนภูเขาตู้ตี้ พระโพธิสัตว์บอกเขาว่าเขาจำเป็นต้องเชิญเจ้าหน้าที่ดาวลูกไก่มาปราบปีศาจแมงป่อง ซุนหงอคงไปที่พระราชวังสวรรค์เพื่อเชิญเจ้าหน้าที่ดาวลูกไก่มาล่อปีศาจแมงป่องออกมา ในที่สุด เจ้าหน้าที่ดาวลูกไก่ก็เขย่าร่างและแปลงร่างเป็นไก่พร้อมส่งเสียงร้องไม่กี่ครั้ง ปีศาจแมงป่องอ่อนปวกเปียก เผยร่างที่แท้จริง และตายบนเนิน
   ใน Journey to the West ปีศาจแมงป่องยังถูกเรียกว่า "ความชั่วร้ายของราคะ" และ "ปีศาจแห่งความรักและราคะ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราคะของมนุษย์และมีความงามที่สวยงามตามธรรมชาติ ในข้อความดั้งเดิม ผู้เขียนใช้คำว่า "ใบหน้าที่งดงามและบอบบาง" "ความงามสีทองและมุก" และ "หยกอ่อนและกลิ่นหอมอบอุ่น" เพื่อบรรยายลักษณะของเธอ ในทางตรงกันข้ามกับ "ผิวที่หอมและเรียบเนียน" ของเธอ พระสงฆ์ Tang ที่บอบบางและอ่อนโยนกลับกลายเป็น "หยาบกระด้างและหยาบกระด้าง" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอสวยงามเพียงใด
   พลังเวทย์มนตร์ของปีศาจแมงป่องนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ศิลปะการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคาถาต่างๆ และทักษะพิเศษของเธอด้วย นั่นคือ พิษม้า เธอเป็นหนึ่งในปีศาจที่จัดการได้ยากที่สุดใน "การเดิน
   ปีศาจแมงป่องใช้ส้อมเหล็กสามง่ามที่ทำมาจากกรงเล็บสองอันของเธอเอง เธอเป็นนักศิลปะการต่อสู้ที่เก่งกาจ ข้อความดั้งเดิมระบุว่าปีศาจแมงป่อง ซุนหงอคง และจูปาเจี๋ย "ต่อสู้กันมาเป็นเวลานานโดยที่ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน" เธอสามารถต่อสู้กับซุนหงอคงและจูปาเจี๋ยเพียงลำพังและจบลงด้วยการเสมอกัน แต่ต่อมาก็ถูกซุนหงอคงเห็นเข้า และใช้การโจมตีด้วยพิษม้าเพื่อย้อนกลับแทน
   นอกจากพายุหมุนพื้นฐานที่สุดที่ใช้ในการจับตัวถังซานจ่างแล้ว ปีศาจแมงป่องยังเก่งมากในการใช้ดอกไม้ไฟ เมื่อซุนหงอคงปรากฏตัวขึ้นเพื่อบอกให้ปีศาจแมงป่องโน้มน้าวถังซานจ่าง ปีศาจแมงป่อง "พ่นควันออกมาจากปาก" ซึ่งปกคลุมทั้งศาลา ทำให้ลูกน้องของเขามีโอกาสเบี่ยงเบนความสนใจของถังซานจ่าง ควันและไฟเป็นคาถาเวทมนตร์ทั่วไปที่ปีศาจแมงป่องใช้เมื่อต่อสู้ เมื่อต่อสู้กับซุนหงอคงและจูปาเจี๋ยเพียงลำพัง ปีศาจแมงป่องจะ "พ่นไฟออกจากจมูกและควันออกจากปาก" ในระหว่างการต่อสู้ ปีศาจแมงป่องจะ "ใช้พลังเวทมนตร์ของเขา และฉันก็ไม่รู้ว่าเขามีมือกี่มือ" เพื่อป้องกันการโจมตีของซุนหงอคงและจูปาเจี๋ยโดยไม่รั่วไหลแม้แต่น้อย
   พิษม้าเป็นตะขอเกี่ยวที่หางของปีศาจแมงป่อง ซึ่งเป็นอาวุธสังหารของเธอ มันทำให้พระตถาคตและจูปาเจี๋ยได้รับบาดเจ็บ และทำร้ายซุนหงอคง ซุนหงอคงและพระตถาคตไม่เคยได้รับบาดเจ็บเลยตลอดการเดินทางสู่ทิศตะวันตก มีเพียงเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับปีศาจแมงป่องเท่านั้นที่พวกเขาถูกแทงด้วยพิษม้าและต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษม้าสามารถเจาะทะลุการป้องกันที่ทำลายไม่ได้ของซุนหงอคงได้โดยไม่ทิ้งบาดแผลใดๆ ซึ่งทำให้ซุนหงอคงงุนงง (อย่างไรก็ตาม หลังจากคืนหนึ่ง ผลของพิษม้าที่มีต่อซุนหงอคงลดลงอย่างมาก ทำให้เขามีอาการคันเพียงเล็กน้อย) พิษของวิญญาณแมงป่องที่เปลี่ยนรูปเป็นม้าเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของความใคร่ นายหลี่จัวหวู่อธิบายว่า: "ผู้คนพูดว่าแมงป่องมีพิษ แต่ฉันบอกว่าผู้หญิงมีพิษมากกว่า มีคนถามว่า 'ทำไม' ฉันพูดว่า ‘ถ้าพิษของแมงป่องเหมือนกับพิษของผู้หญิง เขาคงไม่ใช้ผู้หญิงเป็นข้ออ้างหรอก’ ฉันตกใจมาก” เขายังพูดอีกว่า “พิษของความงามของผู้หญิงเป็นอันตรายต่อผู้คน เช่นเดียวกับคมของแมงป่อง หากคุณไม่รู้ตัวและได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย อันตรายจะยิ่งใหญ่”
   ใน Journey to the West มีการตั้งค่าคุณสมบัติที่ยับยั้งซึ่งกันและกัน และการตั้งค่านี้แสดงโดยกลุ่มดาว 28 กลุ่มตัวอย่างเช่น ปีศาจแรดถูกควบคุมโดยกลุ่มดาว Jingmu An และปีศาจตะขาบถูกควบคุมโดยกลุ่มดาว Pleiades ปีศาจแมงป่องและปีศาจตะขาบต่างก็เป็นแมลง ดังนั้นพวกมันจึงถูกควบคุมโดยกลุ่มดาว Pleiades ซึ่งก็คือไก่ เช่นกัน แม้ว่าเขาจะมีพลังเวทย์มนตร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่กลุ่มดาว Pleiades ศัตรูกลับกลายร่างเป็นไก่และขันหลายครั้ง และปีศาจแมงป่องก็เผยร่างที่แท้จริงของเขาโดยไม่มีการต่อต้านใดๆ และตายลงตรงหน้าเนิน
   ในสมัยราชวงศ์ชิง นักบวชเต๋าชื่อหวู่อี้จื่อจากสำนักฉวนเจิ้นกล่าวว่าเมื่อแมงป่องกลายเป็นวิญญาณ มันจะมีพิษร้ายแรงมาก เมื่อผู้หญิงกลายเป็นคนลามก เธอสามารถทำร้ายผู้คนได้มากกว่าเดิม นักเดินทางทำให้หัวของเธอบาดเจ็บ หมูทำให้ปากของเธอบาดเจ็บ ตถาคตเจ็บปวดมาก และพระโพธิสัตว์ไม่กล้าเข้าใกล้ พวกเขาทั้งหมดบรรยายถึงเธอว่ามีพิษร้ายแรงมาก ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีรูปร่างเหมือนแมงป่อง แต่เป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างเหมือนแมงป่อง ผู้หญิงที่มีความสุขและเสเพลคนนี้เป็นโสเภณี หากคุณเลือกทางที่ผิดขณะแสวงหาคัมภีร์ คุณจะถูกวางยาพิษหากคุณถูกเธอเกี่ยวไว้ หากคุณไม่สามารถยึดมั่นในธรรมชาติที่แท้จริงของคุณและติดเชื้อ ไม่เพียงแต่ธรรมชาติของคุณจะเสียหาย แต่ชีวิตของคุณยังเสียหายด้วย หากคุณพบผู้หญิงที่มีความสุขและเสเพล ให้ฝึกฝนธรรมชาติของคุณด้วยธรรมชาติที่แท้จริงของการฝึกฝนชีวิตของคุณ และชีวิตของคุณจะได้รับการปกป้องโดยธรรมชาติของคุณ
   นักเขียนบทความLi Yi : ความรักของนางฟ้าแมงป่องที่มีต่อพระถังซัมจั๋งนั้นบริสุทธิ์ เธอพูดว่า “ฉันจะเป็นเพื่อนคุณ และเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นเวลาร้อยปี” ปีศาจสาวมีอุดมคติที่คล้ายคลึงกันมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรักของเธอเน้นที่การใช้ภาษาที่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ความปรารถนาทางเพศ ความรู้สึกของปีศาจสาวสามารถสูงส่งได้มากจนสามารถทำให้คนตายได้ ปีศาจสาวผู้สงสาร หากเธอไม่เคยพบกับพระถังซัมจั๋งและไม่ตกหลุมรักเขา เธออาจจะอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดไปในฐานะปีศาจ ทำไมเธอถึงตกหลุมรักคนคนนี้ ทำไมเธอถึงต้องเสียชีวิตเพื่อความรักเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ มันคุ้มหรือไม่
   จูหงป๋อศาสตราจารย์ด้านภาษาและวรรณคดีจีน มหาวิทยาลัยครูจีนตะวันออก: มีบางครั้งที่อู๋คงไม่สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดตัวอื่นได้ในตอนแรก แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัตว์ประหลาดนั้นพกสมบัติติดตัวมาด้วย แต่ราชินีแมงป่องนั้นแตกต่างออกไป เธอพึ่งพาทักษะที่แท้จริงของเธอโดยสิ้นเชิง เข็มพิษจากหางแมงป่องนั้นผสานเข้ากับแมงป่องได้เป็นอย่างดีและเป็นส่วนหนึ่งของทักษะของมันเอง ไม่ว่าอู๋คงจะออกแบบมันอย่างไร เขาก็ยังคงจัดการกับทักษะที่แท้จริงของราชินีแมงป่อง จากมุมมองนี้ ทักษะศิลปะการต่อสู้ของราชินีแมงป่องนั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน ราชินีแมงป่องซึ่งเก่งในการต่อสู้และการสังหารและมีจิตวิญญาณการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง พยายามอย่างเต็มที่ที่จะแสดงความอ่อนโยนแบบผู้หญิงของเธอต่อหน้าพระถัง นอกจากนี้ เธอยังใส่ใจกับรูปลักษณ์ของเธอมากเกินไป ฉันกลัวว่าเธอจะถูกพูดเกินจริงที่สุดในบรรดาผีหญิงทั้งหมดในสวรรค์ โลก และโลก

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

▲ ปีศาจชุดเหลือง 黄袍怪 ตัวละครในนวนิยายจีนคลาสสิกเรื่องไซอิ๋ว ( Journey to the West)

     
    สัตว์ประหลาดเสื้อคลุมสีเหลืองเป็นหนึ่งในตัวละครสมมติในนิยายปรัมปราเรื่องไซอิ๋วแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งปรากฏในบทที่ 28 ถึง 31 สัตว์ประหลาดเสื้อคลุมสีเหลืองอาศัยอยู่ในถ้ำ Boyue บนภูเขา Wanzi เขาเดิมทีคือกุยมู่หลาง หนึ่งในยี่สิบแปดดวงดาวบนสวรรค์ ผู้มีพลังเวทย์มนตร์ที่ไร้ขอบเขตและศิลปะการต่อสู้ที่เก่งกาจ
         เนื่องจากเขาตกหลุมรักสาวหยกผู้เสิร์ฟธูปในพระราชวังปี่เซียง เขาจึงต้องการลงไปยังโลกมนุษย์และครอบครองภูเขาในฐานะสัตว์ประหลาด เขาจับสาวหยกที่กลับมาเกิดใหม่เป็นไป๋ฮวาซิ่ว องค์หญิงแห่งอาณาจักรเป่าเซียง และเป็นสามีภรรยากับเธอมาเป็นเวลาสิบสามปี พระสงฆ์และลูกศิษย์เดินทางไปยังตะวันตกเพื่อแสวงหาคัมภีร์พระพุทธศาสนา เมื่อพวกเขาผ่านภูเขาหวันจื่อ พวกเขาก็ถูกสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองจับตัวไป บาจี้และชาเซิงไม่สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดนี้ได้ ในช่วงเวลาสำคัญ Baihuaxiu ปล่อยพวกเขาทั้งสามไป
         ต่อมา ปาเจี๋ย และ ซาเซิง ได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรเป่าเซียง ให้ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือเจ้าหญิง แต่พวกเขาก็พ่ายแพ้ ต่อจากนั้น อสูรร้ายผ้าคลุมเหลืองก็โกรธแค้นและเดินทางไปยังอาณาจักรเป่าเซียง โดยแอบอ้างว่าตนเป็นเจ้าชายชายาของพระสงฆ์ถังซัมจั๋ง จากนั้นเขาจึงแปลงพระสงฆ์รูปหนึ่งให้กลายเป็นเสือและกล่าวหาเท็จว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด ม้ามังกรขาวปลอมตัวเป็นสาวใช้ในวังและลอบสังหารสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นมันจึงขอให้ปาเจี๋ยไปหาซุนหงอคงและไล่สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองออกไป ซุนหงอคงไม่สามารถพบเขาได้ ดังนั้นเขาจึงขึ้นสวรรค์เพื่อขอความช่วยเหลือ
         จักรพรรดิหยกทรงสั่งให้ปรมาจารย์สวรรค์ทั้งสี่ไปตรวจสอบ และพบว่าเป็นกุยซิงที่ลงมายังโลกมนุษย์ จากนั้นพระองค์จึงรับสั่งให้กลุ่มดาวทั้งยี่สิบเจ็ดนำพระองค์ไปยังโลกเบื้องบนและลงโทษพระองค์ด้วยการให้พระองค์เป็นคนทำฟืนให้กับเหล่าจุน ต่อมาในระหว่างการเดินทางไปยังตะวันตกเพื่อขอคัมภีร์พระพุทธศาสนา กุ้ยมู่หลางได้รับการคืนตำแหน่ง และเขากับซุนหงอคงก็ละทิ้งความแค้นในอดีตของตนไว้ พวกเขาต่อสู้กันที่วัดเล่ยหยินน้อยและมอนสเตอร์แรดสี่ดาว
         กลอุบายของมอนสเตอร์เสื้อคลุมเหลือง: ดาบไล่วิญญาณ ทักษะดาบของเขาเป็นเลิศ และศิลปะการต่อสู้ของเขานั้นแข็งแกร่งมาก แม้แต่ Pigsy 20 ตัวและ Sha Seng ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เขาสามารถต้านทานอู๋คงได้ 50 รอบ และสามารถปราบปีศาจแรดได้เนื่องมาจากการยับยั้งชั่งใจร่วมกันของธาตุทั้งห้า
         เมฆไหลและแขนเสื้อบิน ใช้เวทมนตร์ทำให้แขนเสื้อทั้งสองยาวขึ้น บินออกไปเป็นรูปแตร และควบคุมให้โจมตีศัตรูหรือพันธนาการศัตรู การเคลื่อนไหวนี้ทรงพลังมากจนทำให้ Zhu Bajie และ Sha Wujing ที่กำลังชาร์จเข้าใส่กันล้มลงกับพื้น ขาของ Xiao Bailong ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ Sun Wukong อับอายอย่างมาก
         จีวรสีเหลืองปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า หากคุณขยายผ้าคลุมสีเหลืองให้ใหญ่ขึ้นเพื่อปกปิดคู่ต่อสู้ คุณสามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นน้ำได้ภายในเวลาที่ใช้ในการกินอาหาร การเคลื่อนไหวนี้คือทักษะเฉพาะตัวของมอนสเตอร์ผ้าคลุมเหลือง ครั้งหนึ่งมันเคยเอาชนะจูปาเจี๋ยและพระสงฆ์ซาได้อย่างง่ายดาย และยังทำให้ซุนหงอคงตกอยู่ในอันตรายอีกด้วย Yellow Robe Barrier เป็นทักษะป้องกันที่สามารถป้องกันลูกไฟจากมังกรขาวน้อยและฝุ่นละอองจาก Zhu Bajie ได้ เทคนิคการตรึงตาเขียวช้ำเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งที่ฉีดน้ำใส่ถังเซิง ทำให้เขาเปลี่ยนร่างเป็นเสือที่ดุร้าย
         หน้าคราม เขี้ยวสีขาว และปากที่ใหญ่ เส้นผมที่รุงรังทั้งสองข้างของขมับถูกย้อมด้วยสีแดง หนวดสีม่วงสูงตระหง่านสามหรือสี่หนวดนั้นดูเหมือนดอกตูมของลิ้นจี่ จมูกโค้งเหมือนจะงอยปากนกแก้ว และดวงตาเป็นประกายเหมือนดาวรุ่ง กำปั้นสองอันมีรูปร่างเหมือนบาตรพระ เท้าสีฟ้าคู่หนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้บนหน้าผา เขาสวมเสื้อคลุมสีเหลืองอ่อนพาดเอวซึ่งดูดีกว่าเสื้อคลุมผ้าไหม มีดในมือของคุณเปล่งประกายแสงอันเจิดจ้า หินที่คุณนอนอยู่นั้นมีความเรียบเนียนไร้ที่ติ
         แสดงถึงความสง่างามและรูปร่างอันสง่างาม คำพูดของเขาเป็นทางการมาก และพฤติกรรมของเขานั้นเป็นแบบชายหนุ่ม พรสวรรค์ของจื่อเจี้ยนเฉิงนั้นง่ายพอๆ กับการเขียนบทกวี และรูปร่างหน้าตาของเขานั้นเบาสบายราวกับปานอันโยนผลไม้ นางสวมมงกุฎหางนกกาเหว่าไว้บนศีรษะ ทำให้เมฆดำหายไป เธอสวมชุดเดรสหยกจีบแขนกว้าง เธอสวมรองเท้าบูทสีดำที่มีรอยพับลายดอกไม้และเข็มขัดฟีนิกซ์สีสดใสรอบเอวของเธอ เขาเป็นผู้ชายที่น่าทึ่งจริงๆ มีรูปร่างสูงสง่าและมีหน้าตาหล่อเหลา(จากบทที่ 30 ของไซอิ๋ว ตอน อสูรร้ายบุกธรรมะ ม้าปีศาจรำลึกถึงราชาลิง)
         ใบหน้าสีเขียว เคราสีแดง ผมสีแดงพลิ้วไสว เกราะสีทองแวววาว เข็มขัดหินใช้พันรอบท้องและเอว และเข็มขัดรูปเมฆใช้รัดรอบหน้าอกและเกราะ ยืนอยู่สบายๆ ข้างหน้าภูเขา ลมพัดหอน เดินทางไปต่างประเทศคลื่นซัดเข้ามา มือสีน้ำเงินและน้ำเงินคู่หนึ่งถือมีดที่ไล่ตามวิญญาณและพรากชีวิตไป ถ้าหากคุณต้องการทราบชื่อและนามสกุลของสิ่งนี้ คำสองคำ "เฉิงหยาง" เรียกว่า "หวงเปา" (จากตอนที่ 28 ของ Journey to the West ที่เหล่าสัตว์ประหลาดรวมตัวกันที่ภูเขาดอกไม้และผลไม้ และซันซังเผชิญหน้ากับปีศาจในป่าสนดำ)
         สัตว์ประหลาดเสื้อคลุมสีเหลืองปรากฏตัวในตอนที่ 19 ของ Journey to the West พระสงฆ์รูปถังเดินทางไปยังอาณาจักรเป่าเซียงเพื่อส่งจดหมาย บาจี้พยายามแสดงความกล้าหาญของเขาและร่วมมือกับชามังก์เพื่อช่วยเจ้าหญิง แต่พวกเขาก็พ่ายแพ้ ในทางกลับกัน สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองได้รู้ว่าองค์หญิงขอให้พระถังซัมจั๋งนำจดหมายมาให้ ดังนั้นเขาจึงแปลงร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามและเดินทางไปยังอาณาจักรเป่าเซียง สัตว์ประหลาดชุดเหลืองบอกกับกษัตริย์ว่าปีศาจเสือตัวหนึ่งที่กัดเจ้าหญิงและมาช่วยเธอไว้ ปีศาจเสือนั้นจริงๆ แล้วคือพระสงฆ์ถัง และเขาใช้เวทมนตร์เปลี่ยนพระสงฆ์ถังให้กลายเป็นเสือและขังเขาไว้
         สัตว์ประหลาดคลุมเหลืองเป็นตัวละครในนวนิยายคลาสสิกจีนเรื่อง “ ไซอิ๋ว ” เดิมทีเขาคือ “ กุยมู่หลาง  ” ในบรรดา 28 กลุ่มดาวบน ท้องฟ้า เนื่องจากเขามีความรู้สึกต่อสาวหยกผู้รับใช้ธูปในอาณาจักรเบื้องบน เขาจึงต้องการลงไปยังโลกมนุษย์และกลายเป็นปีศาจที่มีใบหน้าสีเขียว เคราสีแดง ฟันขาว และผมสีแดง เขามีรูปร่างเหมือนยักษ์ที่กำลังสู้วัวกระทิงและสวมชุดเกราะสีทอง ดังนั้นเขาจึงถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาดชราที่สวมชุดสีเหลือง ในปากของเขามีพระบรมสารีริกธาตุและน้ำอมฤตอันวิจิตรงดงามซ่อนอยู่ซึ่งทำให้เขามีทักษะอันยอดเยี่ยม เขาเข้ายึดครองถ้ำ Boyue ใน ภูเขา  Wanzi และนำ Jade Girl ที่ได้เกิดใหม่เป็น เจ้าหญิง  แห่งอาณาจักร Baoxiang เข้ามาในถ้ำ พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอยู่ในโลกเบื้องล่างเป็นเวลาสิบสามปี ขณะที่  พระภิกษุรูปหนึ่ง กำลังเดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปเอาคัมภีร์พระพุทธศาสนา พระองค์ได้ผ่านภูเขาว่านจื่อและเข้าไปในถ้ำของพระองค์โดยไม่ตั้งใจ เขาได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหญิงและสามารถหลบหนีจากถ้ำโป๋เย่และมาถึงอาณาจักรเป่าเซียงได้ ในอาณาจักรเป่าเซียง สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองได้ใช้เวทมนตร์แปลงพระสงฆ์ถังให้กลายเป็นเสือที่งดงาม และหลอกล่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรเป่าเซียงให้ไว้วางใจเขา โชคดีที่ ซุนหงอคงมาถึงทันเวลาและสามารถปราบปีศาจได้ หลังจากถูกเรียกตัวกลับไปที่พระราชวังสวรรค์ จักรพรรดิหยกได้ลดตำแหน่งเขาไปที่พระราชวังตูสิตะ  เพื่อจุดไฟ ให้จักรพรรดิหยก (ที่มาของภาพรวม: สัตว์ประหลาดคลุมเหลืองใน ซีรีส์ทีวีเรื่อง Journey to the West ปี 1986)
她分开众小妖,望空高叫道,“黄袍郎,快快转来!”那黄袍怪 和八戒、沙僧斗得正凶,忽听百花羞急叫,忙按落云头,转身便走。 นางแยกปีศาจตัวน้อยออกจากกันแล้วตะโกนขึ้นไปบนฟ้า "ชายชุดเหลือง หันกลับมาเร็วเข้า!" สัตว์ประหลาดชุดเหลืองกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับปาเจี๋ยและชาเซิง เมื่อจู่ๆ มันก็ได้ยินเสียงร้องอันเร่งด่วนของไป๋ฮวาซิ่ว เขาลงมาจากเมฆอย่างรวดเร็ว แล้วหันหลังกลับแล้วจากไป
         สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองเดิมทีนั้นเป็นกุยซิงแห่งคฤหาสน์ยี่สิบแปดแห่งบนท้องฟ้า หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากุยมู่หลาง หลังจากซุนหงอคงก่อความวุ่นวายในเทศกาลท้อและก่อกบฏต่อพระราชวังสวรรค์ กุ้ยมู่หลางซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวทั้ง 28 กลุ่ม ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิหยกให้เป็นผู้นำทหารสวรรค์โจมตีภูเขาดอกไม้และผลไม้  เมื่อซุนหงอคงสร้างความหายนะให้กับสวรรค์ กุ้ยมู่หลางเป็นเทพเจ้าที่หวาดกลัวต่อการโจมตีดังกล่าว
         เมื่อกุ้ยมู่หลางอยู่บนสวรรค์ เขาปรารถนาที่จะมีสัมพันธ์กับสาวหยกผู้เสิร์ฟธูปในหอธูป เพราะเกรงว่าจะทำให้ความงดงามของสวรรค์เสื่อมเสีย จึงเสด็จลงมายังโลกมนุษย์และกลายเป็นอสูรร้ายในภูเขา ตามที่คาดไว้ เขาได้จับสาวหยก Baihuaxiu ที่กลับมาเกิดใหม่เป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักร Baoxiang และแต่งงานกับเธอเป็นเวลาสิบสามปี และมีลูกชายและลูกสาวหนึ่งคน  ตามคำบอกเล่าของ Baihuaxiu เธอถูกลักพาตัวไปและกลายเป็นภรรยาโดยสัตว์ประหลาดชุดเหลืองที่ถูก Kuimulang แปลงร่างในขณะที่เธอกำลังชื่นชมดวงจันทร์ในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เมื่อ 13 ปีก่อน นางถูกทรมานด้วยความอัปยศอดสูมาเป็นเวลาสิบสามปี และได้ให้กำเนิดบุตรปีศาจสองคนกับสัตว์ประหลาดตัวนั้น
         หลังจากที่ซุนหงอคงกลับมายังภูเขาฮัวกัว ถังเซิงก็เดินทางมายังภูเขาหว่านจื่อภายใต้การคุ้มครองของจูปาเจี๋ยและชาเซิง บาจี้ออกไปขอข้าวแต่ก็ไม่กลับมา ดังนั้นชาเซ่งจึงออกไปตามหาบาจี้ ถังเซิงรู้สึกง่วงและเหนื่อย ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นและเดินไปรอบๆ เขาเข้าไปในถ้ำโป๋เย่โดยบังเอิญโดยปลอมตัวเป็นเจดีย์ทองคำ และถูกสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองจับตัวไป เมื่อรู้ว่าถังเซิงมีลูกศิษย์อีกสองคนและม้าสีขาวหนึ่งตัว สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองก็เตรียมจับพวกเขาและกินพวกเขาทั้งหมด
         หลังจากที่ Bajie และ Sha Seng มาถึง ด้วยความช่วยเหลือจากเทพผู้พิทักษ์ พวกเขาก็ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองเป็นเวลา 30 รอบโดยที่ไม่มีผู้ชนะที่แน่ชัด ระหว่างการต่อสู้ ถังเซิงได้รับการปลดปล่อยโดยไป่ฮวาซิ่วผ่านประตูหลัง จากนั้นไป๋ฮวาซิ่วก็ขอร้องอสูรผ้าเหลืองให้เธอทำตามคำปฏิญาณที่จะเลี้ยงพระภิกษุและบูชาพระพุทธเจ้าเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก จากนั้นสัตว์ประหลาดเสื้อคลุมเหลืองก็ไม่ได้ไล่ตามเธอไป แต่กลับปล่อยถังเซิงไป และยังปล่อยให้จูปาเจี๋ยและซาเซิงไปอีกด้วย
         ต่อมา ปาเจี๋ยและซาเซิงได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรเป่าเซียงให้มาที่ถ้ำโป๋เย่อีกครั้งเพื่อต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเจ้าหญิงไป๋ฮวาซิ่ว หลังจากรู้ว่าพวกมันมาจากไหนแล้ว สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองก็โกรธมากและเริ่มสับพวกมันออก หลังจากต่อสู้กับเขาประมาณแปดหรือเก้ายก จูปาเจี๋ยก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา จู ปาเจี๋ย ขอให้ ชาเซิง ต่อสู้กับเขาโดยอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่เขาก็หลบหนีไปได้ และ ชาเซิง ก็ถูกมอนสเตอร์ผ้าคลุมเหลืองจับตัวไปได้อย่างง่ายดาย
         สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองกลับไปที่ถ้ำและบังคับให้ไป๋ฮวาซิ่วถามว่าเธอเป็นคนขอให้ถังเซิงส่งจดหมายไปยังอาณาจักรเป่าเซียงหรือไม่ เขาเกิดความชั่วร้ายกะทันหันและต้องการฆ่าเธอ ไป๋ฮวาซิ่วหาข้อแก้ตัวสารพัดและขอให้ซาเซิงเผชิญหน้ากับเธอ โชคดีที่ชาเซิงตอบสนองอย่างรวดเร็วและช่วยเจ้าหญิงจากภัยพิบัติและชีวิตของเธอ สัตว์ประหลาดเสื้อคลุมเหลืองขอโทษไป๋ฮวาซิ่วและจัดงานเลี้ยงและของขวัญให้เจ้าหญิงเพื่อทำให้เธอสงบลง หลังจากดื่มไวน์ไปจำนวนมาก สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองก็แปลงร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามและบินไปที่อาณาจักรเป่าเซียง
         การเดินทางครั้งใหม่สู่ตะวันตก: สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองใส่ร้ายพระสงฆ์ถังและใช้เวทมนตร์เพื่อเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นเสือ และผู้ลักพาตัวก็กลายเป็นฮีโร่ สัตว์ประหลาดชุดเหลืองแสร้งทำเป็นว่าตนเองเป็นลูกเขยของกษัตริย์แห่งอาณาจักรเป่าเซียง เขาบอกว่าเขาเป็นคนจากหมู่บ้านโบเย่ ภูเขาหวันจื่อ ทางทิศตะวันออกของเมือง เมื่อสิบสามปีก่อน ขณะที่เขาออกล่าสัตว์ เขาได้พบกับเสือโคร่งที่สวยงามตัวหนึ่งซึ่งมีหญิงสาวอยู่บนหลัง เขาช่วยหญิงสาวคนนั้นและแต่งงานกับเธอ เขาเพิ่งทราบเมื่อไม่นานนี้ว่าหญิงสาวคนนั้นคือเจ้าหญิงองค์ที่สาม และเขาจึงมาที่นี่โดยเฉพาะเพื่อรับรองว่าเธอคือญาติของเขา แล้วบอกว่าเสือนั้นได้กลายมาเป็นวิญญาณแล้วไปทำร้ายพระสงฆ์รูปหนึ่ง มันได้ปลอมตัวเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งและหลอกลวงพระมหากษัตริย์ในศาล ขณะที่เขาพูด เขาก็ใช้กลอุบายมายากลเพื่อเปลี่ยนพระสงฆ์รูปถังให้กลายเป็นเสือ
         ม้ามังกรขาวแปลงร่างเป็นสาวใช้ในวังและต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในชุดคลุมสีเหลือง หลังจากที่พระสงฆ์รูปถังที่กลายร่างเป็นเสือถูกจับ พระราชาได้จัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อขอบคุณสัตว์ประหลาดเสื้อคลุมเหลือง และคัดเลือกสาวใช้ในวังจำนวน 18 คนเพื่อดื่มและสนุกสนานกับเขา เมื่อถึงเวลายามที่สอง สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองก็เปิดเผยร่างที่แท้จริงของมัน และกินผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเล่นผี ทำให้สาวใช้ในวังคนอื่นๆ ตกใจกลัวและวิ่งหนีไป จากนั้นม้ามังกรขาวก็แปลงร่างเป็นสาวใช้ในวังและดื่มกับมอนสเตอร์คลุมเหลือง ขณะที่กำลังร่ายรำดาบ เขาก็ใช้โอกาสนี้ฟันไปที่มอนสเตอร์คลุมเหลือง แต่มอนสเตอร์คลุมเหลืองกลับหลบได้ ชายทั้งสองกระโดดขึ้นไปในอากาศและต่อสู้กัน เมื่อผ่านไปแปดเก้ายก ม้ามังกรขาวก็พ่ายแพ้และวิ่งหนีไปด้วยอาการบาดเจ็บ
         เมื่อสัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลืองต่อสู้กับ Zhu Bajie และ Monk Sha เป็นครั้งแรก เขาต่อสู้กับพวกเขาเป็นเวลา 30 ยกโดยที่ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะมีหกติงและหกเจีย ห้าจิ่วทิศทาง สี่เจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณค่า และเทพผู้พิทักษ์สิบแปดองค์ในท้องฟ้าที่คอยช่วยเหลือจูปาเจี๋ยและพระสงฆ์ซา ถ้าพูดถึงกลยุทธ์การพนัน ไม่ต้องพูดถึงพระสองรูปหรือถึงยี่สิบรูปก็ไม่มีทางสู้กับปีศาจตัวนั้นได้ เขาต่อสู้กับซุนหงอคงเป็นเวลาห้าสิบหรือหกสิบยกโดยไม่มีใครรู้แน่ชัด ซึ่งทำให้ซุนหงอคงรู้สึกพอใจในทักษะและอาวุธของเขาเป็นอย่างยิ่งแขน
  จุ่มมีดเหล็ก 1 มีดเหล็กที่ไล่ล่าชีวิตและขโมยวิญญาณ เปล่งประกายราวกับเงิน สามารถต้านทาน Ruyi Jingu Bang ของ Sun Wukong ได้ 
 2 อาวุธที่มอนสเตอร์คลุมเหลืองใช้ในการต่อสู้กับม้ามังกรขาว ทำจากเหล็กดัด น้ำหนักประมาณ 80-90 กิโลกรัม รวมด้ามจับ 
 อาวุธวิเศษ พระธาตุหลิงหลง ยาเม็ดชั้นใน:  ยาเม็ดที่มักซ่อนอยู่ในปาก มีขนาดเท่ากับไข่ เพียงสัมผัสบริเวณที่ปวด อาการปวดก็จะหายไป หากใช้หัวแม่มือสะบัดสัตว์ประหลาดในชุดเหลือง ร่างที่แท้จริงของมันก็จะถูกเปิดเผย
         หลี่จัวอู่ นักคิดและนักเขียนในสมัยราชวงศ์หมิง กล่าวว่า เป็นเรื่องไร้สาระที่กุ้ยมู่หลางไม่รายงานต่อสวรรค์แต่กลับรายงานต่อเจ้าหญิงแทน หรือวันเล่น “มีใครในโลกบ้างที่ไม่ดูแลเมีย?” เขาหัวเราะออกมาเลย
         Wu Yizi นักบวชเต๋า Quanzhen ในสมัยราชวงศ์ชิง:  “ชายชุดเหลือง” คืออะไร? ขุยเป็นธาตุไม้ และเอาชนะธาตุดินได้ ผู้ที่ชนะข้าพเจ้าก็คือภริยาของข้าพเจ้า และสีของโลกก็เป็นสีเหลือง ดังนั้นนางจึงเป็นสตรีสีเหลือง ผู้ที่ชนะฉันได้ก็คือสามีของฉัน และไม้ก็ชนะดิน ดังนั้นเขาจึงเป็นสามีสีเหลือง “จีวร” คือ ไม้ที่หุ้มด้วยดิน และมีดินหุ้มอยู่สีเหลือง การสวมจีวรสีเหลืองหมายถึงการใช้พลังในเวลาที่เหมาะสม มีการอธิบายไว้ว่าปีศาจมี "หน้าสีเขียวและมือสีน้ำเงิน" และโดยทั่วไปจะมีสีเขียวเหมือนไม้
         หลิวอี้หมิง เต๋า Quanzhen ในราชวงศ์ชิง : ชุดของก๊อบลินแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อน้ำและโลหะหายไป ไม้ ไฟ และดินที่แท้จริงจะกลายเป็นสิ่งปลอม แล้วเราจะเห็นมันได้อย่างไร? “หน้าน้ำเงิน เคราแดง ผมแดง” นั่นไม่ใช่น้ำและไฟหรอกเหรอ? “เกราะทองคำ” นั่นไม่ใช่โลกหรอกเหรอ? “เข็มขัดหอมหมื่นลี้” ไม่ใช่แค่การรวมตัวปลอมของธาตุทั้ง 3 คือ ไม้ ไฟ และดินใช่หรือไม่? "สีน้ำเงินครามและมือที่ไหม้เกรียมถือมีดที่มุ่งมั่นที่จะไล่ตามวิญญาณและพรากชีวิต" ไม่ใช่ว่าไม้เนื้ออ่อนกำลังเข้ามาแทนที่และชายทองกำลังล่าถอยหรือ? สัตว์ประหลาดตัวนั้นถูกเรียกว่า “สัตว์ประหลาดผ้าคลุมเหลือง” ไม่ใช่เพราะมีดินทับถมกันหนาแน่นและมีทองคำแท้ฝังอยู่หรือ? ก๊อบลินนั้นคือไม้ ซึ่งก็คือซุน ซุนมีหยางอยู่ 2 อันที่ด้านบนและหยินอยู่ด้านล่าง และมีพลังงานเริ่มต้นจากพลังดินคุน ปลายแหลมของมันเล็กมาก แต่โมเมนตัมแข็งแกร่ง สามารถครอบคุนไว้ได้ทั้งตัว นอกจากนี้ไม้ยังเป็นขนนกของดินจึงเรียกว่า “ผ้าเหลือง” สีเหลืองเป็นสีของโลก จีวร แปลว่า การคลุมร่างกายด้วยดิน “มันคือขุยมูลางในโลกเบื้องล่าง” ในขุยมีดินสองส่วน ดินอยู่ข้างในและไม้ข้างนอก แน่นอนว่ามันคือซุน เขาเป็นสามีข้างนอกและภรรยาอยู่ข้างใน ดังนั้น กุ้ยมู่หลางจึงเป็นสามีของวังเจ้าหญิงคุนด้วย หมาป่า หมายถึง โลภมาก และร้ายกาจ การเป็นพิษก็คือการไร้ความเมตตา การโลภก็คือการไม่ยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขามองเห็นธรรมชาติอันชาญฉลาดของเขาผิด ไม่ใช้จินกง และเป็นพิษและไร้ความเมตตา เขารักกระดูกแสวงหาแต่อาหารเท่านั้น และเป็นคนโลภมากและไม่ยุติธรรม เราจะอธิบายหมาป่าว่าเป็นปีศาจที่โหดร้ายและอยุติธรรมได้อย่างไร? 
         เหมียว หวยหมิง อาจารย์ คณะวรรณกรรม มหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่า สัตว์ประหลาดในชุดคลุมสีเหลืองตัวนี้ดูแตกต่างไปเล็กน้อย สัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ บีบคั้นสมองและเสี่ยงชีวิตเพื่อหาวิธีกินเนื้อของ Tang Monk แต่เจ้าตัวนี้ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก เขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อสอบถามข่าวล่วงหน้า เขาถูกจับได้ก็ต่อเมื่อพระสงฆ์ถังซัมจั๋งมาหาเขา หลังจากจับเขาได้แล้ว เขาก็ไม่ได้ดูแลเขาอีกมาก หลังจากได้ยินภรรยาพูด เขาก็ปล่อยให้ถังเซิงไป นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เหมือนใครในการเดินทางไปยังตะวันตกเพื่อแสวงหาคัมภีร์พระพุทธศาสนา สาเหตุเป็นเพราะอะไร? น่าแปลกใจมากที่ชายคนนี้ไม่กังวลเรื่องความเป็นอมตะหรือการมีชีวิตอยู่ตราบเท่าสวรรค์และโลก แต่สนใจภรรยาของเขามากกว่า ตามคำกล่าวนี้ เจ้าอสูรผ้าเหลืองเป็นชายหนุ่มโรแมนติกที่รักผู้หญิงสวยๆ แต่ไม่ใช่พระถังซัมจั๋ง สัตว์ประหลาดที่น่ารักเช่นนี้หาได้ยาก ในระหว่างการเดินทางไปตะวันตกเพื่อขอคัมภีร์พระพุทธศาสนา มีนางอสูรร้ายจำนวนไม่น้อยที่ร้องไห้และขอแต่งงานกับถังเซิง อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่ได้ทำมันเพื่อความรัก แต่เพื่อจุดประสงค์ในการผสมพันธุ์กับหยวนหยางและกลายเป็นอมตะ เมื่อเทียบกับมอนสเตอร์ผ้าคลุมเหลืองแล้ว พวกมันมีระดับต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด สัตว์ประหลาดเสื้อคลุมสีเหลืองเป็นนักโรแมนติกตัวจริง