Translate

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

พนอ พ.ศ. 2568 ‧ 2 ชม. 5 นาที Art of the Devil Beginning (2025)

🦅 เรื่องราวของเด็กสาวที่เกิดในวันแห่งโชคชะตา เมื่อพิธีกรรมในหมู่บ้านได้ปลดปล่อยคำสาปลึกลับออกมา ปานอร์ถูกคนในชุมชนเกรงกลัวและรังเกียจ จึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้บอกเหตุแห่งความโชคร้าย ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเธอมักตกเป็นเหยื่อของมนตร์ดำอันชั่วร้าย  ปานอร์ได้ค้นพบความจริงอันดำมืดโดยบังเอิญ: คำสาปอันทรงพลังถูกสาปใส่เธอตั้งแต่เกิด ทำให้เธอต้องถูกจองจำอยู่กับชีวิตที่ทรมานเหนือธรรมชาติ แต่ชะตากรรมอันชั่วร้ายที่ติดตามเธอมาตั้งแต่แรกเกิดนั้น คืออะไรกันแน่? ผู้กำกับ: พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว เขียนบท พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว นักแสดงนำ    เฌอปราง อารีย์กุล
 บริษัทผู้สร้าง ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น
เพลงประกอบ
  • "ตายตาหลับ" ขับร้องโดย พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ (พิมมา พิกซี่)     "ฝั่งหัวใจ" ขับร้องโดย บุษยา รังสี
 ในช่วง ต้นทศวรรษ 2000 หนึ่งในภาพยนตร์สำคัญที่จุดประกายให้ภาพยนตร์สยองขวัญของไทยกลับมาอีกครั้งคือซีรีส์สุดสยอง “Art of the Devil” ภาพยนตร์เรื่องนี้โจมตีประสาทสัมผัสอย่างเต็มกำลัง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวเวทมนตร์ดำของฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 อย่างชัดเจน ด้วยการถ่ายทอดภาพกราฟิกของเวทมนตร์และการทรมานเหนือธรรมชาติ ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างมากให้กับผู้ชมชาวฮ่องกง ผลกระทบดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทีมผู้สร้างภาพยนตร์ Ronin Team เข้ามารับหน้าที่สร้างภาคสองและสาม ซึ่งสะท้อนถึงการเกิดขึ้นของเสียงใหม่ๆ ในวงการภาพยนตร์แนวนี้ของไทย
  ในขณะที่ Konkiat Komsiri กลายเป็นชื่อที่โด่งดังที่สุดจากทีม ก็มีสมาชิกอีกคนคือ Putipong Saisikaew กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้งพร้อมกับผลงานรีบูตแบบหลวมๆ เรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้ใช้ชื่อสั้นๆ ว่า "Panor" ปานอ บุญสุข (เฌอปราง อารีย์กุล) เกิดในวันอันมืดมนของหมู่บ้าน เธอกลายเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์แปลกประหลาดและรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าคำสาปมนตร์ดำอันทรงพลังได้ถูกปลดปล่อยออกมา เธอถูกมองว่าเป็นลางร้ายและถูกกล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุของความโชคร้ายทุกครั้ง เธอเติบโตมาในฐานะคนนอกคอก เพราะใครก็ตามที่คบหากับเธอมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของความสยองขวัญที่ไม่อาจอธิบายได้
  ขณะที่ปานอเริ่มค้นพบต้นตอของความทุกข์ทรมานตลอดชีวิต เธอตระหนักว่ามีบางสิ่งที่มืดมิดคอยตามหลอกหลอนเธอมาตั้งแต่เกิด หลังจากการสูญเสียอันน่าเศร้าหลายครั้ง รวมถึงนวล บุญสุข (ชลิตา สวนเสน) ผู้เป็นแม่ และเปี๊ยก (จักริน กังวานเกียรติชัย) เพื่อนของเธอ เธอจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงและยุติคำสาป
  โดยส่วนใหญ่แล้ว “พนอ” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นผลงานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในแนวสยองขวัญไทย บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยพีรศักดิ์ ศักดิ์ศิริ, ณัฐพจน์ พจนาถ และ ณัฐมล แพถนอม ได้วางรากฐานที่มั่นคงด้วยเรื่องราวอันน่าติดตามเกี่ยวกับสายเลือดอันต้องคำสาปของพนอ ความเชื่อที่หยั่งรากลึกของชาวบ้านในเรื่องเหนือธรรมชาตินั้นมีน้ำหนักผ่านสัญลักษณ์และสัญลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัว 
 เช่น การสังหารหมู่กาที่รวมตัวกันตั้งแต่เธอเกิด ซึ่งเป็นภาพที่ทรงพลังที่ยึดเหนี่ยวความเชื่อนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตามมาด้วยเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวมากมาย ทั้งการเสียชีวิตอย่างรุนแรงผิดธรรมชาติ ชะตากรรมอันเลวร้ายของเพื่อนฝูง และรัศมีแห่งความหวาดกลัวที่โอบล้อมเธอ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความคิดที่ว่ามีบางสิ่งที่มืดมิดกำลังคุกคามเธออยู่
 เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำตำนานคำสาปเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งต่อปานอร์อีกด้วย การที่เธอถูกแยกตัวจากเพื่อนร่วมชั้น ความสงสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของชาวบ้าน และการขาดความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจ ก่อให้เกิดตัวละครที่มีแรงจูงใจที่ชัดเจนและมีเหตุผล ทำให้เธอเข้าใจได้ง่ายถึงความจำเป็นในการไขปริศนาที่อยู่เบื้องหลังชีวิตของเธอและเผชิญหน้ากับผู้ที่ต้องรับผิดชอบ
 เรื่องราวค่อยๆ ขยายความไปสู่การเปิดเผยที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อเห็นได้ชัดว่าพลังมืดกำลังควบคุมเหตุการณ์รอบตัวเธอ เรื่องราวจึงเปลี่ยนไปสู่การเปิดเผยตัวตนของผู้ฝึกเวทมนตร์ดำผู้โหดร้าย เรื่องราวที่เข้มข้นขึ้นนี้เป็นการปูทางไปสู่การเผชิญหน้าอันเข้มข้น ครึ่งหลังของ “Panor” เน้นหนักไปที่การประลองเหนือธรรมชาติ ซึ่งความทุกข์ทรมานของ Panor แปรเปลี่ยนเป็นพลัง เธอไม่เพียงแต่เริ่มต้นเส้นทางแห่งการแก้แค้นผู้ที่ทรมานเธอเท่านั้น แต่เธอยังดึงดูดความสนใจของศัตรูตัวจริงอีกด้วย เรื่องราวเหล่านี้นำไปสู่ตอนจบที่เข้มข้น ความจริงเบื้องหลังคำสาปและแรงจูงใจของศัตรูที่ซ่อนเร้นถูกเปิดเผยในที่สุดระหว่างพิธีกรรมอันน่าตื่นเต้นที่มุ่งหมายจะทำลายคาถาและช่วยเหลือหมู่บ้าน
 อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นทั้งหมด จุดอ่อนอย่างหนึ่งอยู่ที่การที่พานอร์พัฒนาพลังเวทมนตร์ดำของเธอเอง การเปลี่ยนผ่านจากเหยื่อคำสาปไปเป็นผู้ฝึกหัดนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและขาดการฝึกฝนที่จำเป็น ทำให้การเปลี่ยนแปลงของเธอดูไม่สมเหตุผล การปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันของวิสัยทัศน์และทักษะเหนือธรรมชาติ โดยปราศจากการฝึกฝนหรือคำอธิบายที่เหมาะสม บั่นทอนโครงเรื่องที่สร้างขึ้นมาอย่างรอบคอบ
 อย่างไรก็ตาม แง่มุมทางภาพและความคิดสร้างสรรค์ของฉากเหนือธรรมชาติยังคงโดดเด่น ตั้งแต่ฉากแรกๆ ที่ตัวละครเลือดออกจากรูต่างๆ และสัตว์โผล่ออกมาจากร่างกายอย่างน่าสยดสยอง ไปจนถึงคำสาปที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น เส้นเลือดที่ขยายใหญ่ขึ้น การทำร้ายตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้ หรือการถูกบังคับให้กระทำความรุนแรง ภาพเหล่านี้ล้วนเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ฉากเหล่านี้เสริมด้วยเอฟเฟกต์ที่หนักแน่นซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศอันน่าสยดสยอง มอบความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ที่แฟนหนังสยองขวัญไทยจะต้องประทับใจ
 ด้วยเนื้อเรื่องที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เน้นที่ตัวเอกที่น่าเห็นใจ และฉากมนตร์ดำอันเปี่ยมจินตนาการมากมาย “Panor” จึงกลายเป็นส่วนเสริมที่น่าติดตามอย่างยิ่งในวงการสยองขวัญของไทย ในฐานะบทใหม่ในแฟรนไชส์ที่มีเรื่องราวมากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงอยู่และดำเนินไปได้ด้วยดีในแบบของตัวเอง ผู้ชมที่ชื่นชอบความสยองขวัญเหนือธรรมชาติที่แฝงไปด้วยตำนานพื้นบ้านและฉากอันน่าสะพรึงกลัวจะได้พบกับเรื่องราวมากมายที่น่าประทับใจในเรื่องนี้

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

यमुना Yamuna Riva แม่น้ําศรียมุนา | ศรี ยมุนา นาดี มาตา | แม่น้ำยมุนา | เชมารู ภักติ

ข้อมูลบริบท
นาฏยศาสตร์ (नाट्यशास्त्र, nāṭyaśāstra ) หมายถึงทั้งประเพณีโบราณของอินเดีย ( shastra ) เกี่ยวกับศิลปะการแสดง ( natya — ละคร, การแสดง, การเต้นรำ, ดนตรี) และชื่อของตำราภาษาสันสกฤตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ นอกจากนี้ยังสอนกฎเกณฑ์สำหรับการประพันธ์บทละคร ( nataka ) การสร้างและการแสดงละคร และงานกวี ( kavya )
 ยมุนา ในพจนานุกรมนาฏยศาสตร์ หนึ่งในมือของแม่น้ำที่มีชื่อเสียง — แม่น้ำยมุนา มือ เรขาดูเพิ่มเติม: Vyāvṛttacāpaveṣṭitau
      ขอให้พระศรียมุนา ธิดาของพระสุริยเทพ ผู้ทรงช่วยให้ข้าพเจ้าไม่ต้องเข้าไปในเมืองของพระยมราช พระอนุชาของพระนาง ผู้ทรงช่วยให้ผู้ที่บาปหนาที่สุดสามารถข้ามมหาสมุทรแห่งบาปได้ และน้ำอันหอมหวานของพระนางทำให้จิตใจของทุกคนลุ่มหลง จงชำระข้าพเจ้าให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
      ขอให้พระศรียมุนา พระธิดาของพระสุริยเทพ ผู้ประดับประดาป่าขันฑวะอันยิ่งใหญ่ด้วยสายน้ำอันชุ่มฉ่ำ เปี่ยมด้วยดอกบัวและนกนานาชนิด และผู้ทรงลบล้างบาปมหันต์ของผู้ที่ปรารถนาจะอาบน้ำในพระนาง โปรดชำระล้างข้าพเจ้าด้วยเถิด
      ขอให้พระศรียมุนา พระธิดาของพระสุริยเทพ ผู้เปี่ยมด้วยเสียงขับขานอันไพเราะของหงส์มัลลิกักษะนับพันตัว ผู้เป็นที่เคารบูบูชาของเหล่าไวษณวะ เทวดา สิทธะ และกินนารา และแม้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสายลมที่พัดผ่านชายฝั่งของพระองค์ ก็สามารถหยุดยั้งวัฏสงสารแห่งการเกิดและการตายได้ จงชำระล้างข้าพเจ้าให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
      ขอให้พระศรียมุนา ผู้เป็นธิดาของพระสุริยเทพ ผู้เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์อันงดงามและเลื่องชื่อ ไหลผ่านดาวเคราะห์ภุฮ ภุวะฮ และสวะฮ ผู้เผาผลาญบาปมหันต์ และผู้ซึ่งหอมกรุ่นด้วยน้ำมันหอมจากพระวรกายอันประเสริฐของพระกฤษณะ โปรดชำระข้าพเจ้าให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
      ยมุนา (यमुना) หมายถึง แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลผ่านดินแดนวราชา ถือเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพราะพระกฤษณะทรงแสดงปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่มากมายในสายน้ำของแม่น้ำนี้ร่วมกับเหล่าโกปีและโกปะ ในโลกนี้ แม่น้ำยมุนาปรากฏอยู่ที่ยมุโนตตรีในเทือกเขาหิมาลัย ยมุนาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นภาคขยายของวิศาขาเทวี 
      ยามุนะ (यामुन) หรือ อาลวันตาร์ หมายถึงหนึ่งในครูบาอาจารย์ที่กล่าวถึงในคุรุปารัมปาราของยาติราชาสัปตติ โดยเวทันตะเทศิกะ—สิบวรรคแรกของบทกวีนี้สร้างบริบทสำหรับการยกย่องรามานุชา บริบทนี้กล่าวถึงสายตระกูลของครูบาอาจารย์ ( guruparaṃparā ) ที่มาก่อนพระองค์ และมีรายชื่ออยู่ในแปดบทแรกของบทกวีตามลำดับดังนี้: นารายณะ, ศรีลักษมี, วิษณุกษณะ, นัมมาควาร, ปุณฑรีกษะ (อุยยังโกณฏาร), ศรีรามมิศระ (มณักกาลนัมปี), ยมุณะ (อาลวรรณตาร) และมหาปูรณะ (เปริยานัมปี) ในบทที่ 11 พระรามณุชาได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกด้วยวลี “พระเจ้าแห่งฤๅษี” ( patiṃ yatīnām )
ปกหนังสือไวษณวิสม ข้อมูลบริบท
ไวษณวะ (वैष्णव, vaiṣṇava) หรือไวษณวิสม (vaiṣṇavism) คือประเพณีหนึ่งในศาสนาฮินดูที่บูชาพระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุด คล้ายกับประเพณีศักติและไศวะ ไวษณวิสมก็พัฒนาขึ้นเป็นขบวนการเฉพาะตัวเช่นกัน โดยมีชื่อเสียงในด้านการอธิบายทศาวตาร ('อวตารทั้งสิบของพระวิษณุ') 
 — ยมุนาในพจนานุกรมปุราณะ ยมุนา (यमुना) — ชื่อของแม่น้ำที่กำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ( กุลปารวตะ )ในภารตะ ตามที่กล่าวไว้ในวราหปุราณะบทที่ 85 มีชุมชน ( ชนปท )ที่ชาวอารยะและมเลฉะอาศัยอยู่และดื่มน้ำจากแม่น้ำเหล่านี้
      ภารตะเป็นภูมิภาคทางใต้ของเหมาดรี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกครองโดยภารตะ (บุตรของฤษภะ) ผู้ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากสวายัมภูวะมนู ผู้ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพรหม ผู้ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยนารายณะ พระผู้เป็นเจ้าดั้งเดิมผู้ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่งและไม่อาจหยั่งรู้ได้
      1) ยมุนา (यमुना) — อีกชื่อหนึ่งของแม่น้ำกาลินดี (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ กาลินดี) สาเหตุที่น้ำในแม่น้ำกาลินดีเปลี่ยนเป็นสีดำ: -น้ำในแม่น้ำกาลินดีมีสีดำ มีเรื่องราวเบื้องหลังการเปลี่ยนสีของน้ำในแม่น้ำสายนี้จากสีดำเป็นสีดำ เดิมทีน้ำมีสีใส (ดูบทความฉบับเต็มได้ที่เรื่องราวของยมุนาจากสารานุกรมปุราณะ โดยเวทตัม มณี)
      2) ยามุนะ (यामुन) — เมืองหนึ่งในอินเดียโบราณ (มหาภารตะ, ภีษมะปารวะ, บทที่ 9, ข้อ 51)
      3) ยามุนะ (यामुन) — ภูเขาที่มีชื่อเสียงในปุราณะ ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำคงคาและยามุนะ (มหาภารตะ อนุศาสนะ ปาร์วะ บทที่ 68 ข้อ 3)
      ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ดังที่กล่าวไว้ในศิวปุราณะ 1.12ว่า “ไม่ว่าด้วยวิธีใด มนุษย์ต้องพยายามหาที่อยู่อาศัยในศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ บนชายฝั่งมหาสมุทร ณ จุดบรรจบของแม่น้ำหลายร้อยสาย มีศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ ( ปุณยเกษตรหรือตีรถะ ) และวัดวาอารามมากมาย [...] ผู้ศรัทธาในพระศิวะเป็นผู้ประทานศิวโลกและบันดาลความปรารถนาที่ปรารถนา [...] เมื่อดาวพฤหัสบดีและดวงอาทิตย์อยู่ในราศีกันย์ จะต้องทำการชำระล้างในแม่น้ำยมุนาและโศณะ ซึ่งผลที่ได้คือความสุขอย่างยิ่งในโลกแห่งธรรมะและทันตนะ (คณเณศ)”
      1ก) ยมุนา (यमुना).—( กาลินที ) (ร.) ในภารตวรษะ จากเทือกเขาหิมาลัย; สายน้ำศักดิ์สิทธิ์1มหาณที2ณ ที่นี้ วิทุระได้พบกับอุดธวะ3ภรรยาร่วมที่ให้ยาพิษแก่บุตรชายของจิตรเกตุ ได้อาบน้ำชำระล้างในแม่น้ำนี้ จิตรเกตุ ผู้ได้รับการเริ่มต้นเข้าสู่วิทยาการโดยนารท ได้อาบน้ำเบื้องต้นในแม่น้ำนี้4บนฝั่งแม่น้ำ ไววัสวัตมนุได้บำเพ็ญตบะเพื่อขอบุตร และภารตะได้ประกอบพิธีบูชายัญม้า บนฝั่งแม่น้ำมีมธุวนะตั้งอยู่ใกล้กับบริณทาวนะ กฤษณะ พระอนุชาของพระองค์ และคนอื่นๆ ได้เล่นที่นั่น และครั้งหนึ่งเคยปราบอสูรวัตสะได้ เหล่าสาวโกปีได้อาบน้ำที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกาตยานีวรัต นันทะเคยอาบน้ำที่นี่5เสาภารีบำเพ็ญเพียรในน้ำนี้ ถูกพิษของกาลียะ
      พระกฤษณะจึงขับไล่สัตว์เลื้อยคลานนั้นลงทะเลและทำให้น้ำนั้นดื่มได้ เสาภารีสาปแช่งให้ครุฑเข้าใกล้ไม่ได้6อักรุระผู้พาพระกฤษณะและพระรามไปยังมถุรา ได้อาบน้ำในแม่น้ำนี้ระหว่างทาง ในน้ำเขาเห็นทั้งพระกฤษณะและพระราม และยังเห็นพระหริบนเสศะ ที่นี่พระกฤษณะได้สังหารหังสะ7ริมฝั่งแม่น้ำนี้ ชาราสันธะตั้งค่ายเพื่อล้อมมถุรา ที่นี่พระกฤษณะได้อวภฤตะหลังจากบูชายัญม้า ณ ที่แห่งนี้ พระกฤษณะและอรชุนได้พบกับกาลินทีอีกครั้ง8ระหว่างการแสวงบุญ พระบาลารามาได้มาเยือนที่นี่9เมื่อพระวาสุเทวะข้ามแม่น้ำนี้ไปยังโกกุละพร้อมกับพระกฤษณะที่เพิ่งประสูติ แม่น้ำนี้เคย เกิดน้ำท่วม
      10เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการทำศรัทธา บางครั้งร้อนเกินไป บางครั้งเย็นเกินไป เป็นธิดาของพระมฤตัณฑะและพระสัมญญา และเป็นน้องสาวของพระยม ได้กลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ บนฝั่งทางเหนือคือเมืองประยาคะ (ประติษฐานะ) 11เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระมฤควตี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับ บรรพบุรุษ 12เป็นเขตแดนของอาณาจักรบรรพบุรุษ13อยู่ในราชรถของพระตรีปุรารี14เป็นหนึ่งใน 16 ภรรยาของพระหวียาวหานะ (ไฟ) 15เป็นด้านซ้ายของพระเวท16ธิดาของสุเรณุและสุริยะ17แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์18
      1b) น้องสาว (ในรูปบุคคล) ของยมบาล ครั้งหนึ่งพระบาลรามเชิญนางไปเล่นน้ำ แต่ทรงพิโรธที่นางมาช้า จึงลากนางด้วยไถนาผ่านเมืองบริณทาวัน เหตุการณ์นี้ทำให้เส้นทางของนางเปลี่ยนไป จากนั้นนางจึงขอความเมตตา ซึ่งก็ได้รับพระราชทาน นางถวายเสื้อผ้าและเครื่องประดับแก่พระราม แม้กระทั่งตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงเส้นทางของนางก็ยังเห็นได้ชัด*
      2) ยามูนา (यामुन).—ชนเผ่า-
      3) ยามุนา (यामुना) — บนฝั่งเหนือของแม่น้ำมีเมืองประติษฐานาตั้งอยู่
 ยามุนะ (यामुन) เป็นชื่อที่กล่าวถึงในมหาภารตะ ( ดู V.19.30, VIII.30.10) และเป็นหนึ่งในชื่อเฉพาะหลายชื่อที่ใช้สำหรับบุคคลและสถานที่ หมายเหตุ: มหาภารตะ (ซึ่งกล่าวถึงยามุนะ) เป็นมหากาพย์ภาษาสันสกฤตประกอบด้วยโศลก (บทกวี) 100,000 บท และมีอายุมากกว่า 2000 ปี
      นอกจากนี้ Yamunā ยังหมายถึงชื่อของแม่น้ำที่กล่าวถึงในมหาภารตะ ( ดู I.63.47, I.63, III.88.2, VI.10.14)
 ยมุนา (यमुना) เป็นธิดาของราชญีและภัสการะ (เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์)ซึ่งเป็นบุตรของอดิติและกัศยปะตามที่กล่าวไว้
      ในส่วน Vaṃśānucarita ของ Saurapurāṇaในศตวรรษที่ 10 ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปปุราณะต่างๆ ที่บรรยายถึงศาสนาไศวะ—ตามนั้น Saurapurāṇa 30.27-73 และบทที่ 31 อธิบายถึงVaṃśānucaritaในรูปแบบย่อ กล่าวว่า อดิติมีบุตรจากกัศยปะคือภัสการะ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์มีภรรยา 4 คน คือ สัมชญา ราชญี ประภา และชายา สัมชญาให้กำเนิดมนูจากเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ต่างๆ ราชนีให้กำเนิดยมะ ยมุนา และเรวตะ
ปกหนังสือปุราณะข้อมูลบริบท
ปุราณะ (पुराण, purāṇas) หมายถึงวรรณกรรมภาษาสันสกฤตที่บันทึกประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันกว้างใหญ่ของอินเดียโบราณ รวมถึงตำนานทางประวัติศาสตร์ พิธีกรรมทางศาสนา ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ต่างๆมหาปุราณะ ทั้งสิบแปดเล่มมีบทกวี รวมกว่า 400,000 บทและมีอายุย้อนไปอย่างน้อยหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล
               ค้นพบความหมายของยมุนาในบริบทของปุราณะจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง
 — ยมุนาในพจนานุกรมกาวะ ตามที่ระบุใน คัมภีร์กถาสาริตสาคร บทที่ 67ยมุนา (यमुना) เป็นธิดาของฤๅษีมาตังคะ (Ṛṣi)
      โดยธิดาของมาตังคะกล่าวกับจันทรสาระว่า “...และทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้เห็นธิดาของฤๅษีมาตังคะผู้ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิด นาง [ยมุนา] สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ ปฏิญาณตนเป็นพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย และมีร่างกายผอมแห้งจากการบำเพ็ญเพียร”
      กฐาสาริตสาคร ("มหาสมุทรแห่งสายธารแห่งเรื่องราว") ซึ่งกล่าวถึงแม่น้ำยมุนา เป็นมหากาพย์ภาษาสันสกฤตที่มีชื่อเสียง เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าชายนรวหานทัตและภารกิจของพระองค์ในการเป็นจักรพรรดิแห่งวิทยาดารา (เหล่าเทพ)กล่าวกันว่างานเขียนนี้เป็นการดัดแปลงมาจากภฤหัตกะถาของกุณฑียะ ซึ่งประกอบด้วย 100,000 บท และเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนขนาดใหญ่ที่มี 700,000 บท
 ยมุนา (यमुना) — หนึ่งในสี่แม่น้ำของอินเดียที่โสฑฑละกล่าวถึง — แม่น้ำยมุนากำเนิดจากกาลินดาคิรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาบันดาราปุจฉะ จึงได้ชื่อว่ากาลินดากันยา แม่น้ำสายนี้ไหลลงสู่แม่น้ำคงคาที่เมืองอัลลาฮาบาด และการอาบน้ำ ณ จุดบรรจบกันนี้ถือว่ามีบุญกุศลอย่างยิ่ง น้ำในแม่น้ำได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยการสัมผัสกับพระวรกายของพระกฤษณะ ผู้ซึ่งเคยเล่นน้ำกับเหล่าโกปีจำนวนมากที่กำลังมีความรัก แม่น้ำสายนี้พัดพาฟองน้ำขึ้นฝั่งราวกับเศษซากที่สึกกร่อนของบึงกาลียภุชังคมะ เมืองมถุราตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา
                Yamunā (यमुना) เป็นชื่อสถานที่ที่กล่าวถึงใน Kāvyamīmāṃsā ของ Rājaśekhara ซึ่งเขียนขึ้น ในศตวรรษที่ 10 — แม่น้ำจุมนา

ปกหนังสือของคาวียาข้อมูลบริบท
กาวียะ (काव्य, kavya) หมายถึงบทกวีภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นประเพณีวรรณกรรมโบราณยอดนิยมของอินเดีย มีกวีภาษาสันสกฤตมากมายตลอดหลายยุคสมัย ทั้งจากอินเดียโบราณและยุคอื่นๆ หัวข้อนี้รวมถึงมหากาวียะหรือ 'บทกวีมหากาพย์' และนาฏยะหรือ 'บทกวีละคร'
 — ยมุนาในพจนานุกรมอายุรเวท โภชนาการและศิลปะการทำอาหาร (เช่น การทำอาหารในครัวเรือน)
      ยมุนา (यमुना) เป็นแม่น้ำสำคัญที่มี คุณสมบัติ ของน้ำ ( ชล )อธิบายไว้ในโภชนกุฏูหลา ( ดราวยาคุณาคุณกถานะ ) และมักพบได้ในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการและศิลปะการทำอาหาร หรือที่รู้จักกันในชื่อปากาศาสตรหรือปากากาล — ประเภทต่างๆ ของน้ำ ( ชล ) และคุณสมบัติของน้ำเหล่านั้นได้ถูกกล่าวถึงไว้ในที่นี้ [เช่น ในชลประการณะ ] ข้อความนี้อธิบายถึงคุณสมบัติของน้ำในแม่น้ำสำคัญบางสาย เช่น [เช่น ยมุนา]

ปกหนังสืออายุรเวทข้อมูลบริบท
อายุรเวท (आयुर्वेद, ayurveda) เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์อินเดียที่เกี่ยวข้องกับยา สมุนไพรศาสตร์ อนุกรมวิธาน กายวิภาคศาสตร์ ศัลยกรรม การเล่นแร่แปรธาตุ และหัวข้อที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติอายุรเวทแบบดั้งเดิมในอินเดียโบราณมีมาอย่างน้อยตั้งแต่สหัสวรรษแรกก่อนคริสต์ศักราช วรรณกรรมส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาสันสกฤตโดยใช้ฉันทลักษณ์ต่างๆ

 ชโยติชะ (ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์)  — ยมุนาในพจนานุกรมโหราศาสตร์
      1) ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อของแม่น้ำ ตามที่กล่าวไว้ในบริหัตสัมหิตา (บทที่ 5)ซึ่งเป็นงานสารานุกรมภาษาสันสกฤตที่เขียนโดย วรหมิหิระ โดยเน้นที่วิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์อินเดียโบราณ (ชโยติษะ) เป็นหลัก — ตามที่กล่าวไว้ว่า “หากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เริ่มเกิดสุริยุปราคาขณะที่ขึ้นเพียงครึ่งดวง คนเจ้าเล่ห์จะได้รับความเดือดร้อน เช่นเดียวกับพิธีกรรมบูชายัญ [...] หากเกิดสุริยุปราคาขณะอยู่ในราศีเมถุน (มิถุน) หญิงผู้บริสุทธิ์ เจ้าชาย หัวหน้าหมู่บ้านผู้ทรงอำนาจ นักปราชญ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา [เช่น ยมุนา-ตัตชะ ] และผู้ปกครองแห่งบาห์ลิกาและมัตสยะพร้อมกับราษฎรของพวกเขาจะได้รับความทุกข์ยาก หากเกิดสุริยุปราคาขณะอยู่ในราศีกรกฎ (กรก) “เหล่าอาภีระ ศภระ ปัลลาวะ มัลละ มัตสยะ กุรุ ศากะ ปัญจละ และวิกาล จะประสบกับความทุกข์ยาก และพืชผลทางการเกษตรจะถูกทำลาย”
      2) ยมุนา (यामुन) หมายถึงประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดกับแม่น้ำยมุนา ซึ่งอยู่ใน “มัธยเทศ (ภาคกลาง)” จัดอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์กฤตติกา โรหิณี และมฤคศิรษะ ตามระบบของกูรวิภาคะ ตาม คัมภีร์พฤ หัตสัมหิตา (บทที่ 14) — โดยระบุว่า “ประเทศต่างๆ บนโลก เริ่มต้นจากศูนย์กลางของภารตวรษะ และวนไปทางทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงใต้ ใต้ ฯลฯ แบ่งออกเป็น 9 ภาค ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มดาวฤกษ์ 27 กลุ่ม ในอัตรา 3 กลุ่มต่อภาค โดยเริ่มต้นจากกฤตติกา กลุ่มดาวฤกษ์กฤตติกา โรหิณี และมฤคศิรษะ” เป็นตัวแทนของมัธยเทศ หรือเขตศูนย์กลาง ซึ่งประกอบด้วยประเทศต่างๆ ของ [เช่น ยมุนา] [...]”
      3) ยามุนะ (यामुन) ยังหมายถึงประเทศที่อยู่ใน “อุตตรต หรือ อุตตรเทศ (เขตภาคเหนือ)” ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดาวศตภิษัศ ปูรวภัทรปทา และอุตตรภัทรปทา ตามระบบของกูรวิภาคะ

ปกหนังสือ Jyotishaข้อมูลบริบท
 โชติศา (ज्योतिष, jyotiṣaหรือjyotish ) หมายถึง 'ดาราศาสตร์' หรือ "โหราศาสตร์เวท" และเป็นศาสตร์แขนงที่ห้าจากหกแขนงของเวท (วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมที่ต้องศึกษาควบคู่ไปกับพระเวท) โชติศาเกี่ยวข้องกับการศึกษาและการทำนายการเคลื่อนที่ของเทห์ฟากฟ้า เพื่อคำนวณฤกษ์มงคลสำหรับพิธีกรรมต่างๆ

 — ยมุนา ในอภิธานศัพท์ศิลปศาสตร์
      ภาพของยมุนา (यमुना) เกี่ยวข้องกับพระวรุณะ ซึ่งภาพลักษณ์ของพระองค์นั้นได้รับการอธิบายไว้ในวิษณุธรรมโมตตรปุราณะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณ (ซึ่งมีลักษณะเป็นสารานุกรม) ที่กล่าวถึงหัวข้อทางวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี ไวยากรณ์ และดาราศาสตร์ — พระวรุณะเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าแห่งน้ำ ภาพของคงคาและยมุนาจะถูกวางไว้ทางด้านขวาและด้านซ้ายของภาพของพระวรุณะตามลำดับ ภาพของคงคาควรจะอยู่บนหลังจระเข้และถือจุมระ (หางจามรี) ส่วนวิษณุธรรมโมตตรปุราณะกล่าวว่า ภาพของยมุนาควรจะอยู่บนหลังเต่าและถือจุมระอยู่ในมือเช่นกัน

ปกหนังสือศิลปศาสตร์ข้อมูลบริบท
ศิลปะศาสตร์ (शिल्पशास्त्र, śilpaśāstra) คือศาสตร์โบราณของอินเดีย (shastra) ที่กล่าวถึงศิลปะสร้างสรรค์ (shilpa) เช่น ประติมากรรม รูปเคารพ และจิตรกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับวาสตุศาสตร์ (สถาปัตยกรรม) และมักใช้เอกสารอ้างอิงเดียวกัน

 — คำศัพท์เกี่ยวกับแม่น้ำยมุนาในศาสนาฮินดู
      ยมุนา (यमुना) เป็นคำภาษาสันสกฤตที่หมายถึงที่อยู่อาศัยหรือสถานที่พักผ่อนของนางฟ้า ( อัปสรา ) พวกนางอาศัยอยู่บนโลกเป็นหลักตามริมแม่น้ำหรือบนภูเขา เช่นเดียวกับในราชสำนักของเหล่าเทพเจ้า
      ยมุนา (यमुना, 'แฝด') ชื่อของแม่น้ำที่ไหลขนานกับแม่น้ำคงคา ถูกกล่าวถึงสามครั้งในฤคเวท และอีกไม่บ่อยนักในคัมภีร์อื่น ๆ ตามคัมภีร์ฤคเวท ตฤษณะและสุทธาได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่เหนือศัตรูของพวกเขาในแม่น้ำยมุนา ไม่มีเหตุผลใดที่จะยอมรับทัศนะของฮอปกินส์ที่ว่ายมุนาในที่นี้เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระปรุษณี ( รวี ) ในอถรรพเวท น้ำมันหอมระเหย ( Āñjana ) ของยมุนา ( ยมุนา ) ถูกกล่าวถึงพร้อมกับน้ำมันหอมระเหยของตริกะกุฑ ( ตริกะกุฑ ) ว่ามีค่า ในไอตาเรยะและศตปถพราหมณ์ชาวภารตะมีชื่อเสียงในฐานะผู้ได้รับชัยชนะในแม่น้ำยมุนา พราหมณ์อื่น ๆ ก็กล่าวถึงแม่น้ำนี้เช่นกัน ในคัมภีร์มันตราปาฐะ กล่าวถึงชาวศาลวะว่าอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้
      ยมุนา (जमुना): แม่น้ำสายหนึ่ง (สะกดว่า Jamuna) ที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำคงคา ชื่อนี้มีความหมายตรงตัวว่า "แฝด" ในภาษาสันสกฤต เนื่องจากไหลขนานไปกับแม่น้ำคงคา ชื่อของแม่น้ำสายนี้ปรากฏอยู่ในหลายแห่งในฤคเวท ซึ่งเขียนขึ้นในยุคเวทราวปี 1700-1100 ก่อนคริสตกาล และยังปรากฏในอถรรพเวทและพราหมณะต่างๆ รวมถึงไอตาเรยะพราหมณะและศตปถพราหมณะด้วย
ในพุทธศาสนา เถรวาท (นิกายหลักของพุทธศาสนา)
 — ยมุนาในพจนานุกรมเถรวาท
      1. ยมุนา แม่น้ำสายที่สองจากห้าแม่น้ำใหญ่แห่งชมพูทวีป ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นอุปมาอุปไมย Vin.ii.237; A.iv.101, 198, 202; v.22; S.ii.135; v.401, เป็นต้น; Ud.v.5; Mil.114 (ซึ่งกล่าวถึงแม่น้ำสิบสาย); Mtu.iii.203, 363
      ริมฝั่งแม่น้ำมีแม่น้ำโกสัมบีและแม่น้ำมธุรา สำหรับต้นกำเนิดของแม่น้ำ โปรดดูที่แม่น้ำคงคา มีกล่าวไว้ในเรื่องราวของบักกุละ (ThagA.i.344) ว่าเด็กแรกเกิดจะถูกอาบน้ำในแม่น้ำยมุนาเพื่อสุขภาพ แม่น้ำแห่งนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่พักผ่อนพิเศษของพวกนาคา (ดูเช่น D.ii.259; J.vi.158, 161ff., 164, 197)
      กล่าวกันว่าปลาในแม่น้ำยมุนาคิดว่าตัวเองสวยงามกว่าปลาในแม่น้ำคงคา (J.ii.151ff.) ใต้แม่น้ำเป็นอาณาจักรของกษัตริย์นาคา ธาตารัตถะ (J.vi.200) น้ำในแม่น้ำคงคาผสมกับน้ำในแม่น้ำยมุนาได้ง่ายมาก (Jv496; vi. 412, 415)
      2. ยมุนา. ลำน้ำที่แยกออกไปทางทิศตะวันตกจากถังปุณณวัฒนา CV.lxxix.47.
      เถรวาทเป็นสาขาหลักของพุทธศาสนา โดยมีพระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นคัมภีร์หลัก ซึ่งประกอบด้วยวินัยปิฎก (ข้อบังคับของสงฆ์) สุตตปิฎก (ธรรมเทศนา) และอภิธรรมปิฎก (ปรัชญาและจิตวิทยา)
มหายาน (นิกายหลักของพุทธศาสนา)
       — ยมุนาในพจนานุกรมมหายาน ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อแม่น้ำที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงขณะทรงสอนการปฏิบัติความรังเกียจ ดังที่กล่าวไว้ในติมสมัททาสูตร (หรือโลหิตสูตร) ​​ตามที่ระบุในมหาปรัชญาปารมิตาศาสตร บทที่ 43 — ตามที่กล่าวไว้ว่า “ภิกษุสี่สิบรูปจากเมืองโป๋หลี่ (“ผู้อยู่อาศัยในเขตปาวา”; ปาวาหรือปาปาคือเมืองกาศีในปัจจุบัน) ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามธรรมะทั้งสิบสองประการ ( ธุฏคุณะ ) อย่างครบถ้วน ได้มาหาพระพุทธเจ้าผู้ทรงสอนการปฏิบัติความรังเกียจ ( นิพพาน , สังเวย ) แก่พวกเขา พระพุทธเจ้าทรงถามพวกเขาว่า แม่น้ำทั้งห้า ได้แก่ เหิงเกอ (คงคา), หลานเหมี่ยวนา (ยมุนา), สโลเยา (สารายู), อะจิราวตีและโมหิเกิดขึ้นและไหลลงสู่มหาสมุทระมวลน้ำในมหาสมุทรนี้มีมากหรือน้อย? ภิกษุทั้งหลายตอบว่า มีมากมายมหาศาล พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า ในช่วงกัปป์ เดียว ในภพสัตว์ มนุษย์คนหนึ่งถูกตัดและถลกหนัง ในบางโอกาสที่เขากระทำความผิด มือและเท้าของเขาก็ถูกตัด และศีรษะของเขาก็ถูกตัดเช่นกัน ดังนั้น โลหิต ( โลหะ ) ของเขาที่ไหลออกมานั้น มีมากกว่าปริมาณน้ำในมหาสมุทรเสียอีก

ปกหนังสือมหายานข้อมูลบริบท
มหายาน (महायान, mahāyāna) เป็นสาขาหลักของพุทธศาสนาที่เน้นเส้นทางของพระโพธิสัตว์ (ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณ/ผู้รู้แจ้ง) วรรณกรรมที่มีอยู่มากมายและส่วนใหญ่เขียนขึ้นในภาษาสันสกฤต มีพระสูตร หลายเล่ม ซึ่งบางเล่มที่เก่าแก่ที่สุดคือพระสูตรปรัชญาปารมิตาต่างๆ

พุทธศาสนาทิเบต (วัชรยาน หรือ พุทธศาสนาตันตระ)
      ตามคัมภีร์การณทวีหะ บทที่ 2 (“”) ยมุนา (यमुन) หมายถึงแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่งในชมพูทวีป ดังที่พระตถาคตปัทโมตตมะได้สรรเสริญคุณสมบัติของมหาเทวี หกพยางค์นี้ ว่า “เพื่อเปรียบเทียบ ในชมพูทวีปมีแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลทั้งกลางวันและกลางคืน เช่น ยมุนา [...] แม่น้ำแต่ละสายมีสาขาห้าร้อยสาย ไหลลงสู่มหาสมุทรทั้งกลางวันและกลางคืน โอ บุตรผู้ประเสริฐ นี่คือวิธีที่บุญกุศลสะสมเพิ่มขึ้นจากการท่องมหาเทวี หกพยางค์เพียงครั้งเดียว ข้าพเจ้าสามารถนับหยดน้ำแต่ละหยดในแม่น้ำสายใหญ่เหล่านั้นได้ แต่โอ บุตรผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่สามารถคำนวณบุญกุศลที่สะสมจากการท่องมหาเทวี หกพยางค์ เพียงครั้งเดียวได้”

ปกหนังสือพุทธศาสนาทิเบตข้อมูลบริบท
      พุทธศาสนาทิเบตประกอบด้วยนิกายต่างๆ เช่น นิงมา กาดัมปา คากยู และเกลุก คัมภีร์หลักของพวกเขาแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กังยัวร์ ซึ่งประกอบด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า และเต็งยัวร์ ซึ่งประกอบด้วยอรรถกถาจากแหล่งต่างๆ ส่วนศาสตร์ลึกลับและเทคนิคตันตระ ( วัชรยาน ) นั้นถูกรวบรวมไว้แยกต่างหาก

 ในศาสนาเชน ตามที่กล่าวไว้ในรามายณะของศาสนาเชน และบทที่ 7.5 [การลักพาตัวสีตา]จาก Triṣaṣṭiśalākāpuruṣacaritra ของ Hemacandra ในศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นมหากาพย์ภาษาสันสกฤตโบราณที่เล่าเรื่องราวและตำนานของบุคคลผู้มีชื่อเสียง 63 คนในศาสนาเชน—ตามที่ [ชายคนหนึ่งกล่าวกับ Vajrakarṇa]: “ในเมืองกุณฑปุระ มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ Samudrasaṅgama เป็นฆราวาส ภรรยาของเขาชื่อ Yamunā และตัวข้าพเจ้าเองชื่อ Vidyudaṅga บุตรชายของพวกเขา เมื่อเวลาผ่านไป ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นและมาที่ Ujjayinī พร้อมสินค้าเพื่อซื้อขาย ที่นั่นข้าพเจ้าได้พบกับนางคณิกาตาหวานชื่อ Kāmalatā และได้กลายเป็น ณ ที่พำนักแห่งลูกศรของกามเทพในทันที [...]”
      ศาสนาเชนเป็นศาสนาแห่งธรรมะของอินเดีย หลักคำสอนเน้นการไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตใดๆ ( อหิงสา ) นิกายหลักสองนิกาย (ทิกัมบาระและสเวตัมบาระ) ของศาสนาเชนส่งเสริมการควบคุมตนเอง (หรือ ศรามณะ 'การพึ่งพาตนเอง') และการพัฒนาทางจิตวิญญาณผ่านเส้นทางแห่งสันติสุข เพื่อให้จิตวิญญาณก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุด
      ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในประเทศอินเดีย แม่น้ำสายนี้ยังถูกกล่าวถึงในชื่อ กาลินที ในจารึกศิลาเอรันของพระพุทธเจ้า แม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำยมุนาหรือยมุนาในปัจจุบัน ซึ่งไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอัลลาฮาบาด หรือที่เรียกว่า ตรีเวณี สัมคมา
      ยมุนา (यमुना) คือแม่น้ำเดียวกันกับแม่น้ำกาลินดีแม่น้ำยมุนามีต้นกำเนิดมาจากกาลินทเทศ ซึ่งเป็นดินแดนภูเขาที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาบันทระปุจฉะหรือเทือกเขาหิมาลัย ดังนั้นจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่ากาลินดี ในปุราณะมีการกล่าวถึงกาลินดีในทั้งสองชื่อ คือ กาลินดีและยมุนา นอกจากนี้ กาลินดียังถูกกล่าวถึงในศิศุปาลวทยะของมาคะด้วย
      ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่ง มีต้นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัย บริเวณยอดเขาจุมโนตรี ไหลผ่านที่ราบเป็นระยะทาง 860 ไมล์ ก่อนจะไปบรรจบกับแม่น้ำคงคาที่เมืองอัลลาฮาบาด
      ยมุนาเป็นหนึ่งในระบบคลองยี่สิบระบบที่เกี่ยวข้องกับน้ำปารากกะมามุดดะ ที่มีอยู่ในเขต โปลอนนารุวะ (โปโลนนารุวะ)ของประเทศซีลอน (ศรีลังกา) - ปูจาวาลิยะให้ชื่อมหาสมมุทราแก่ปรัคคะมามุดดะที่โปโลนนารุวะ ระบบคลองที่เกี่ยวข้องกับ Parakkamasamudda มีคำอธิบายและตั้งชื่อไว้ใน Cūlavamsa ดังนี้:—[...] คลองยมุนา ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันตกจากถังปุณณวัฒนา; -
      ยมุนา (यमुना) หรือ ยมุนานาดี เป็นชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ติรถะ) ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่กล่าวถึงในคัมภีร์กีรวาณปทมัญจารี ซึ่งประพันธ์โดยวรทาราชา (ค.ศ. 1600-1650) ศิษย์ของภฏฐโอจี ทิกษิตะ—วรทาราชาในคัมภีร์กีรวาณปทมัญจารีของเขาได้กล่าวถึงงานเขียนหลายชิ้นที่ปราชญ์ควรศึกษา ในคัมภีร์เดียวกันนี้ยังมีการระบุรายชื่อท่าน้ำบางแห่งในเบนาเรส (พาราณสี) นอกจากนี้ เรายังพบรายชื่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือติรถะในหน้า 6 ของต้นฉบับ [เช่น ยมุนานาดี ] ซึ่งดูเหมือนว่าจะประพันธ์ขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1600 ถึง 1650
      ยมุนา (यमुना) เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งที่ตั้งอยู่ในมัชฌิมเทศ (ดินแดนตอนกลาง) ของอินเดียโบราณ ดังที่บันทึกไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาภาษาบาลี (ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของอินเดียโบราณตามที่รู้จักกันในพุทธศาสนายุคแรก) — ยมุนาเป็นหนึ่งในห้าแม่น้ำสายใหญ่ที่กล่าวถึงในวรรณกรรมบาลียุคแรก ปัจจุบันคือแม่น้ำยมุนา
      แม่น้ำยมุนา หมายถึง “แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งในศาสนาฮินดู” ซึ่งมีการนิยามไว้ในอธิบายศัพท์ที่แนบมากับงานวิจัยเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของรัฐคุชราต ซึ่งประพันธ์โดยกวีชาวคุชราตชื่อ จาเวอร์จันด์ เมฆานี (ค.ศ. 1896-1947)

ปกหนังสือประวัติศาสตร์อินเดียข้อมูลบริบท
ประวัติศาสตร์ของอินเดียสืบย้อนไปถึงการระบุประเทศ หมู่บ้าน เมือง และภูมิภาคอื่นๆ ของอินเดีย ตลอดจนตำนาน สัตว์วิทยา ราชวงศ์ ผู้ปกครอง เผ่าต่างๆ งานเทศกาลและประเพณีท้องถิ่น และภาษาประจำภูมิภาค อินเดียโบราณมีเสรีภาพทางศาสนาและส่งเสริมแนวทางแห่งธรรมะ ซึ่งเป็นแนวคิดร่วมกันของพุทธศาสนา ฮินดู และเชน

 — คำศัพท์เกี่ยวกับแม่น้ำยมุนาในภาษามา Marathi ยมุนา (यमुना).— แม่น้ำจุมนา
      ภาษามา Marathi เป็นภาษาในกลุ่มอินโด-ยุโรป มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากกว่า 70 ล้านคน (ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย) ภาษามา Marathi เช่นเดียวกับภาษาอินโด-อารยันอื่นๆ อีกหลายภาษา พัฒนามาจากภาษาปรากฤตในยุคแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
 — พจนานุกรมภาษาสันสกฤต เกี่ยวกับแม่น้ำยมุนา Yamunā (यमुना).—
      1)ชื่อของแม่น้ำที่มีชื่อเสียง (ซึ่งถือเป็นน้องสาวของยมเทพ)
2)ชื่อของพระนางทุรคา --- หรือ --- ยามูนา (यामुन).— ก. ( - นี ฉ. ) [ यमुना-अण् ( ยมุนา-อัน ) ] เป็นของหรือมาจากหรือเติบโตในยมุนาगाङ्गमम्बु सितमम्बु यामुनं कज्जलाभमुभयत्र मज्जतः ( คางคะมัมบุ สิตะมัมบุ ยามุนัง คัจชะลาภะมูพะยะตรา มัชฌทะฮ ) KP1. -namคอลลีเรียมชนิดหนึ่ง; यक्षुष्यं यामुनं पुनः ( ยักชุชยัม ยามูนาṃ ปูนา ฮ )ชิวะ. ข.3.18; ด้วยयामुनेयम् ( ยามุเนยัม)
      ยมุนา (यमुना).—ฉ. ( -nā ) แม่น้ำยมุนาหรือจามุนา ซึ่งมีต้นกำเนิดทางด้านใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ห่างจากต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย และไหลลงสู่แม่น้ำคงคาเป็นระยะทางประมาณ 378 ไมล์ ใต้เมืองอัลลาฮาบาด ในตำนานเทพเจ้า แม่น้ำที่ถูกทำให้เป็นบุคคลนี้ถือเป็นธิดาของพระสุริยะเทพ และเป็นน้องสาวของพระยมเทพ มาจากคำว่าyamซึ่งแปลว่า หยุด (ที่แม่น้ำคงคา) และunan ซึ่งแปลว่า อุนาดี (Unadi aff. ) --- หรือ --- ยามูนา (यामुन).—mfn. ( -naḥ-nī-naṃ ) เกี่ยวกับแม่น้ำยมุนา น. ( -naṃ ) แอนติโมนี หรือที่จริงแล้วคือซัลไฟต์ของแอนติโมนี มักใช้ทาเพื่อทำให้ขนตาเข้มขึ้นและบำรุงสายตา E. yamunāแม่น้ำยมุนา และaṇ aff.
      Yamunā (यमुना).—[ yam + unā ] (หรือyam + van + a ) f. ชื่อของแม่น้ำคริสต. 46, 19.
      Yamunā (यमुना).—[ชื่อ] แม่น้ำ (คำนามเพศหญิง เหมือนกับyamī )
      1) ยมุนา (यमुना):—[จากyam ] f. ชื่อของแม่น้ำที่เรียกกันทั่วไปว่า จุมนา (ใน [Harivaṃśa] และ [Mārkaṇḍeya-purāṇa] ระบุว่าเป็นแม่น้ำยมีqv ; ต้นกำเนิดอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยท่ามกลางยอดเขาจุมโนตรีที่ระดับความสูง 10,849 ฟุต และไหลเป็นระยะทาง 860 ไมล์ก่อนที่จะรวมกับแม่น้ำคงคาที่อัลลาฮาบาด น้ำที่นั่นใสราวกับคริสตัล ในขณะที่น้ำของแม่น้ำคงคามีสีเหลือง การบรรจบกันของทั้งสองแม่น้ำกับแม่น้ำสรัสวตี ซึ่งเชื่อกันว่าไหลมารวมกันใต้ดิน เรียกว่าตรีเวณี q.v. ), [Ṛg-veda] เป็นต้น
      2) [ vs ...] ของธิดาแห่งมุนีมาตัมคะ [กถาสาริตสาคร]
      3) [ เทียบกับ ...] ของวัว [Kātyāyana-śrauta-sūtra [นักอรรถาธิบายหรือผู้ให้ความเห็น]]
      4) ยามุนะ (यामुन):— คำนามเอกพจน์ ([จาก] yamunā ) ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับแม่น้ำยามุนะ (โดยทั่วไปเรียกว่า ยมนา) มาจากแม่น้ำนี้ เติบโตในแม่น้ำนี้ เป็นต้น [มหาภารตะ; หริวังศะ; รามายณะ]
      5) ม.ก [จังหวะ] [ปณินี 4-1, 113 [นักอรรถาธิบายหรือผู้ให้ความเห็น]]
      6) ชื่อภูเขา [มหาภารตะ; รามเกียรติ์]
      7) ของผู้เขียน (เรียกอีกอย่างว่าyāmunācāryaและrya-svāmin ) [แคตตาล็อก]
      8) [พหูพจน์] ชื่อชนชาติหนึ่ง [มหาภารตะ; วราหะมิฮิระ; ปุรณะ]
      9) น. ([scilicet] อาญจะนะ ) พลวง คอลลีเรียม [อาถรวะ-เวท]
      10) ชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ [มหาภารตะ]
      1) ยมุนา (यमुना):— (นา) 1. ฉ.แม่น้ำจุมนา .
      2) ยามุนา (यामुन):—[ (นะฮ-นี-นัน) ก. ] ของยมุนา. n.พลวง; คอลลิเรียม
      ยมุนา (यमुना):—( ยมุนา [อุณนาดิสุตรา 3, 61]) ฉ.
      1) Nomen proprium eines Flusses [ Amarakoṣa 1, 2, 3, 31.] [ Trikāṇḍaśeṣa 1, 2, 31.] [ Hemacandra's Abhidhānacintāmaṇi 1083.] [ Halāyudha 3, 52.] [ Lassen's Indische Alterthumskundeข้าพเจ้า 47. ฉ.] [ Ṛgveda 5, 52, 17.] ava.indraṃ ya.unā.tṛtsavascะ [7, 18, 19. 10, 75, 5.] [ Aitareyabrāhmṇa 8, 23] (vgl. [ The Śatapathabrahmana ) 13, 5, 4, 11).] [Śāṅkāyana's Śrautasūtrāṇi 13, 29, 25. 33.] [ปัญจวิณชะพราหมณะ 9, 4, 11. 25, 10, 24. 13, 4.] [ ของ Kātyāyana ชเราะตซึตราณิ 24, 6, 10. 39.] [LĀṬY. 10, 19, 9. 10.] [ Śrautasūtrāni ของอัศวาลายานะ 12, 6, 28.] [ มหาภารตะ 3, 8217. 5, 7346. 6, 322.] [ หริวัมชะ 3620. 5768. fgg. 9506.] [ พระราม 2, 71, 6.] [ เมฆะดูตะ 52.] [ ภฺฤหัจฺชาตกะส. 5, 37. 16, 2. 69, 26.] [ วิษณุปุราณ 572.] [ ออกซ์เดอร์ แฮนด์ชริฟเทน 46], ข , [ น โลปาขยา นะ 3.] tīrthamāhātmya [ Weber's Verzeichniss 144, 14.] mit yami , der Zwillingsschwester Yama's, identificirt [ Harivaṃśa 552. 6784.] [ Mārkāṇḍeyapurāṇa 77, 7. 78, 30. 106, 3. 108, 19.] prati Beiname Viṣṇu's [PAñCAR. 4, 3, 147.] —
      2) นาม proprium einer Tochter des Muni Matanga [ กธาสริทสาคร 67, 74. fgg. 101, 151.]
--- หรือ --- Yāmuna (यामुन):—
      1) คำคุณศัพท์ zur Yamunā ใน Beziehung stehend, von ihr kommend, an ihr wachsend usw: srotasā yāmuneneva (so die ed. Bomb.) [ Mahabhārata 7, 92.] jala [ Harivaṃśa 14747.] [Spr. 829.] วานยาอิชชะ (vanyaiśca ed. Bomb.) yāmunaiḥ [ รามมายาณ 2, 55, 8.] —
      2) ม.ก) เมโทรน [ Pāṇini's acht Bücher .4,1,113, Scholiast] [ Oxforder Handschriften 127,a, No. 227.] — b) pl. เบซ. เอเนส โวลเกส [ มหาภารตะ 6, 358] [?( วิษณุปุราณ 190) บฺฤหมิหิระ พฺฤหัจฺชาตกะส. 14, 2. 25. ภะคะวะตะปุราณ 1, 10, 34. มารกาณฑะยะปุราณ 58, 42.] — ค) ชื่อเอเนส เบอร์เกส [ มหาภารตะ 3, 12353. 5, 600.] คังกายมุนายอร์มาดเย ยามุนาสยะ กิเรราธะฮ [ 13, 3397.] [ รามายาณ 4, 40, 19.] — ง) นามนาม โพรพรีม เอเนส ออโต้ส [สรฺวาดารฺณส. 60, 2.] ยามูนาจารยะ [HALL 203.] ยามุนาจารยัสวามิน [117.] —
      3) น.ก) (sc. āñjana ) Spiessglanz [ Amarakoṣa 2, 9, 101.] [ Abhidhānacintāmani ของ Hemacandra 1051.] [ Atharvavedasṃhitā 4, 9, 10.] — b) Nomen proprium eines Tīrtha [ Mahabhārata 3, 8022.]
 ยมุนา (यमुना):— ฉ.ชื่อพร็อพเรียม —
      1) ไอเนส ฟลุสเซส Wird mit yami, der Zwillingsschwester Yama's, ข้อมูลระบุตัวตน -
2) ไอเนอร์ ทอชเตอร์ เด มูนี มาทันก้า -
3) einer Kuh Comm. zu [ Śrautasūtra ของกัทยายะนะ 22,11,14.]
--- หรือ --- ยามูนา (यामुन):——
      1) การปรับเปลี่ยนzur Yamunā ใน Beziehung stehen , von ihr kommend , an ihr wachsend usw —
      2) ม. - ก) เมโทรน วอน ยมุนา. - ข) ชื่อ ราคา - α) กรุณา ไอเนส โวลค์ส. - β) ไอเนส เบอร์เกส - γ) eines ออโต้ ออุช ยะมุนาจารยะ อุนด์ ยะมุนาจารยะสวามิน . -
      3) น. — ก) ชเวเฟลลันติมอน [ ราชัน 13,87.] — ข) ชื่อนาม โพรพรีม เอเนส ทีร์ธา

 ยมุนา (यमुन) ในภาษาสันสกฤตมีความเกี่ยวข้องกับคำในภาษาปรากฤตได้แก่Jauṇa , JaṃuṇaและJaṃuṇā
      ภาษาสันสกฤต (Sanskrit) หรือเขียนอีกแบบว่า संस्कृतम् ( saṃskṛtam ) เป็นภาษาโบราณของอินเดีย ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นภาษาแม่ของตระกูลภาษาอินโด-ยุโรป (รวมถึงภาษาอังกฤษด้วย!) ภาษาสันสกฤตมีความใกล้เคียงกับภาษาปรากฤตและภาษาบาลี แต่มีความสมบูรณ์มากกว่าทั้งในด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ และมีวรรณกรรมที่มากที่สุดในโลก มากกว่าภาษาพี่น้องอย่างภาษากรีกและภาษาละตินอย่างมาก

 — คำศัพท์ภาษาฮินดีเกี่ยวกับแม่น้ำยมุนา
      ยมุนา (यमुना):—( nf ) หนึ่งในแม่น้ำที่สำคัญที่สุดของอินเดีย (ซึ่งชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์)
 — คำศัพท์เกี่ยวกับแม่น้ำยมุนาในภาษากันนาดา
      ยมุนา (ಯಮುನಾ ) :—[คำนาม] = ಯಮುನೆ [ยามูเนะ ] --- หรือ --- Yāmuna (ಯಾಮುನ):—[คำคุณศัพท์] เกี่ยวกับ หรือมาจากแม่น้ำยมุเนะ --- หรือ --- ยามุนะ (ಯಾಮುನ):—[คำนาม] ธาตุเคมีที่ไม่ใช่โลหะ สีขาวเงิน เปราะ มีโครงสร้างเป็นผลึก ใช้ในคอลลิเรียม; แอนติโมนี
      ภาษากันนาดาเป็นภาษาตระกูลดราวิเดียน (ตรงข้ามกับตระกูลภาษาอินโด-ยุโรป) ซึ่งส่วนใหญ่พูดกันในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย
 — ยมุนา ในพจนานุกรมภาษาทมิฬ
      Yamuṉā (யமுனா) คำนาม (ดนตรี) ประเภทของทำนองเฉพาะ; இராகவகை. [ อิรากาวะไก. ] ( பரதசாஸลาร์திரமा ராக. பகा. [ มคปะรธรรม raga. pag. ] 103.)
      ภาษาทมิฬเป็นภาษาโบราณของอินเดียในตระกูลภาษาดราวิเดียน มีผู้พูดประมาณ 250 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ของอินเดียและศรีลังกา
 — ยมุนา ในพจนานุกรมภาษาเนปาล
      Yamunā (यमुना):—น. 1. ในตำนาน น้องสาวของยมเทพีแห่งยมโลกและธิดาของพระอาทิตย์ 2. แม่น้ำที่มีชื่อเสียงของอินเดีย แม่น้ำยมุนา
      ภาษาเนปาลีเป็นภาษาหลักของชาวเนปาล โดยมีผู้พูดภาษาเนปาลีเป็นภาษาแม่เกือบ 20 ล้านคน ประเทศเนปาลตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของอินเดีย

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Phra Saddham Lotus Sutta พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ 1

 สัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ ¹๑ นิทานปริวรรต ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฎ ในเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก คือพระภิกษุ 1200 รูป ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ หมดทุกข์ ปราศจากกิเลส มีจิตและปัญญาหลุดพ้นแล้วจน่ เป็นบุรุษอาชาไนย ได้กระทำกิจอันความกระทำแล้วเหมือนพญาช้างผู้มีภารกิจที่ได้ทำสำเร็จแล้ว เพราะความรู้ชอบในการควบคุมความคิดทั้งปวง ได้ฌานอภิญญา พระมหาสาวกเหล่านั้น อาทิ ท่านอัชญาตเกาณฑินยะ ท่านอัสวชิตะ ท่านวาษปะ ท่านมหานามะ ท่านภัทริกะ ท่านมหากาศยปะ ท่านอุรุวิลวกาศยปะ ท่านนทีกาศยปะ ท่านคยากาศยปะ ท่านศาริบุตร ท่านมหาเมาทคัลยายะ ท่านมหากาตยายนะ ท่านอนิรุทธะ ท่านเรวตะ ท่านกัปผินะ ท่านความปติ ท่านปิลินทวัตสะ ท่านพักกุละ  ท่านมหาเกาษฐิละ ท่านภรทวาชะ ท่านมหานันทะ ท่านอุปนันทะ ท่านสุนทรนันทะ ท่านปูรณไมตรายณีปุตระ ท่านสุภูติ และท่านราหุล พร้อมทั้งมหาสาวกอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้ว อาทิ ท่านอานนท์ผู้เป็นเสขบุคคล พร้อมด้วยพระภิกษุอื่นอีก 2000 รูป บางรูปเป็นพระเสขะ บางรูปเป็นพระอเสขะ 
ภิกษุณี 6000 รูป มีพระนางมหาประชาบดีเป็นประมุข และท่านภิกษีอโศธรา ผู้เป็นพระมารดาของพระราหุล รวมทั้งบริวารด้วย กับ พระโพธิสัตว์ 80000 องค์ ทุกองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดเพียงชาติเดียว เป็นผู้ได้ธารณีในการตรัสรู้อันประเสริฐยิ่ง เป็นผู้ดำรงอยู่ มีมหาปฎิภานยิ่ง ผู้ได้เข้าใกล้ พระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ที่ได้หมุนธรรมจักรให้เคลื่อนไป ผู้มีกุศลมูล ที่ได้ทำกับพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์
 ผู้ได้สดุดีพระพุทธเจ้านับแสนพระองค์มาแล้ว ผู้มีกายและจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตา ผู้มีสายสกุลสืบต่อปัญญาของพระตถาคต มีปัญญามาก เข้าถึงคติแห่งปรัชญาปารมิตา เป็นที่รู้จักในหลายแสนโลกธาตุ และเป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์จำนวนหลายหมื่นโกฎิ เหมือนอย่าง
พระโพธิสัตว์มหาสัตว์มัญชุศรีกุมารภูตะ พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปตะ พระสรวารถนามัน พระนิตโยทยุกตะ พระอนิกษิปตธุระ พระรัตนปาณี พระไภษัชยราช  พระไภษัชยสมุทคตะ  พระวยูหราช พระประทานศูระ พระรัตนจันทระ พระรัตนประภานะ พระสตตสมิตาภิยุกตะ พระธรณีธระ พระอักษยมติ พระปัทมศรี  พระนักษัตรราช  พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ไมไตรยะ  พระโพธิสัตว์มหาสัตว์สิงหะ
 กับสัตบุรุษ16 คน ซึ่งมีภัทรปาละ เป็นผู้น้ำ คือ ภัทรปาละ รัตนากระ สุสารถวาหะ นรทัตตะ คุยหคุปตะ อรุณทัตตะ อินทรทัตตะ อุตตรมติ วิเศษมติ วรรธมานมติ อโมฆทรรศี  สุสัมประสถิตะ สุวิกรานตวิกรามี อนุปมมติ สูรยครรภะ และธรณีนธระ พร้อมกับพระโพธิสัตว์ 80,000องค์ ซึ่งท่านที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นผู้นำ พร้อมด้วยท้าวสักกะ จอมแห่งทวยเทพ ซึ่งมีเทพบุตร 20,000 องค์ เป็นบริวาร อาทิ จันทรเทพบุตร สูรยเทพบุตร สมันตคันธเทพบุตร รัตนประภาเทพบุตร อวภาสประภาเทพบุตร และเทพบุตร 20,000 องค์ ซึ่งมีเทพที่กล่าวมาแล้วเป็นผู้นำ และพร้อมทั้งมหาราชทั้ง 4 ซึ่งมีเทพบุตร 30,000 องค์ เป็นบริวาร คือ
มหาราชวิรูตกะ มหาราชวิรูปากษะ มหาราชธฤตราษฎระ และมหาราชไวศรวณะ และเทพบุตรอีศวร เทพบุตรมเหศวร  ซึ่งทั้งสองมีเทพบุตร 30,000 องค์เป็นบริวาร และพร้อมทั้งสหามบดีพรหม ซึ่งมีเทพบุตรรูปพรหม 12,000 องค์เป็น บริวาร ได้แก่ ศิบิพรหม และชโยติษประภาพรหม เป็นต้น พร้อมด้วยเทพบุตรรูปพรหม 12,000 องค์ ซึ่งมีพรหมที่กล่าวนามมาแล้วเป็นผู้นำ พร้อมด้วยพญานาคราช ทั้งแปด ซึ่งมีพญานาคราชหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร ได้แก่ นาคราชนันทะ นาคราชอุปนันทะ นาคราชสาคระ นาคราชวาสุกี นาคราชตักษกะ นาคราชมนัสวิน  นาคราชอนวตัปตะ และนาคราชอุตปลกะ พร้อมด้วยกินนรราชทั้งสี่ ซึ่งมีกินนรหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร ได้แก่กินนรราชทรุมะ กินนรมหาธรรมะ กินนรสุธรรมะ กินนรธรรมธระ และเทพบุตรคนธรรพ์ทั้งสี่ ซึ่งมีคนธรรพ์หลายแสนเป็นบริวาร คืนคนธรรพ์มโนชญ์ คนธรรพ์มโนชญ์สวระ คนธรรพ์มธุระ และ คนธรรพ์มธุรสวระ  จอมอสูรทั้งสี่ ซึ่งมีอสูรหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร คือจอมอสูรพลี จอมอสูรบรัสกันธะ จอมอสูรเวมจิตรี และ จอมอสูรราหู  กับจอมครุฑทั้งสี่ ซึ่งมีครุฑหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร คือจอมครุฑมหาเตชะ จอมครุฑมหากายะ จอมครุฑมหาปูรณะ จอมครุฑมหาฤทธิปราปตะ รวมทั้งพระเจ้าอชาตศัตรูราชาแห่งมคธนคร ผู้เป็นโอรสของพระนางเวเทหิ ด้วย
 นัยว่า สมัยนั้นพระผู้มีพระภาค ซึ่งมีบริษัทสี่ แวดล้อม ถวายความเคารพ นบนอบ ยกย่อง นับถือ สรรเสริญ บูชา และนอบน้อมแล้ว หลังจากได้ตรัสพระสูตรธรรมบรรยายที่ซึ่อว่า “มหานิรเทศ” อันเป็นคำสอนที่ไพบูลย์ยิ่ง เป็นคำสอนที่ทรงแสดงแก่พระโพธิสัตว์และเป็นคำสอนที่เกื้อหนุนต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วทรงประทับนั่งบนธรรมาสน์ใหญ่นั้น นั่นแล ทรงเข้าสมาธิที่เรียกว่า “อนันตนิรเทศประดิษฐาน” มีพระวรกายนิ่ง จิตสงบ ก็ในขณะที่พระผู้มีพระภาค ทรงเข้าสมาธินั้น สายฝน ดอกไม้ทิพย์จำนวนมาก คือ ดอกมณฑารพ ดอกมหามณฑารพ ดอกมัญชูษกะ และ ดอกมหามัญชูษกะ ได้โปรยลงเหมือนสายฝนตกต้องที่พระผู้มีพระภาค และบริษัททั้งสี่ ทำให้พุทธเกษตรทั้งปวง สั่นสะเทือนเป็นหกจังหวะคือ เคลื่อนไป-เคลื่อนมา ฟูขึ้น-ยุบลง โคลงไป-โคลงมา นัยว่า สมัยนั้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร พญานาค มนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมนั้น ทั้งพระราชา พระจักรพรรดิผู้มีพลัง ที่ครองนครทั้งหลายและจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้งสี่ ซึ่งประทับนั่งอยู่ที่นั้น ทั้งหมดพร้อมด้วยบริวาร ได้พากันมองมาที่พระผู้มีพระภาค และได้ถึงความประหลาดใจ อัศจรรย์ใจไปตามๆกัน 
 ก็ในเวลานั้นแล รัศมีดวงหนึ่งได้ฉายออกมาจากกลุ่มพระอูรณะ (พระโลมารูปวงกลม) ระหว่างพระขนงของพระผู้มีพระภาค พระรัศมีนั้นแผ่คลุมไปทั่ว 18,000 พุทธเกษตร ในทิศบูรพา และพุทธเกษตรทั้งหมดนั้น ได้ปรากฏ สว่างไสวไปด้วยแสงรัศมีนั้น จนถึงอเวจีมหานรก และจรดจุดสูงสุดของขอบจักรวาล
 อนึ่งในพุทธเกษตรเหล่านั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่มีอยู่ในคติทั้งหก ก็เห็นกันโดยถ้วนทั่ว และในพุทธเกษตรเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ที่ทรงประทับยืน นั่ง และดำเนินไปอยู่ ก็ได้เห็นกันทั่ว พระธรรมทั้งหมด ที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย แสดงก็ได้ยินกันอย่างทั่วถึง ในพุทธเกษตรเหล่านั้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ฝึกโยคะ ผู้บรรลุ และยังไม่ได้บรรลุผลวิเศษทุกคนก็ได้เห็นกันถ้วนทั่ว
 ในพุทธเกษตรเหล่านั้น พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ทั้งหมด ที่ประพฤติข้อวัตร ปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ด้วยความฉลาดในอุบาย อันมีการฟัง การยึดมั่นและการน้อมใจเชื่อเป็นเหตุต่างๆ มิใช่น้อย ก็ได้ปรากฏให้เห็นในพุทธเกษตรทั้งหลายเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงที่ปรินิพพานแล้ว ก็มาปรากฏให้เห็นในพุทธเกษตรเหล่านั้น แม้พระสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายทั้งปวง ที่สร้างด้วยรัตนะต่างๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ผู้ดับขันธปรินิพพานนานแล้ว ก็ปรากฏให้เป็นเช่นกัน
  ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ไมเตรยะ ได้ทรงมีดำริว่า พระตถาคตได้ทรงทำมหานิมิตปาฏิหาริย์นี้ จักมีเหตุอะไรหนอ อะไรเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาค ได้ทรงกระทำมหานิมิตปาฏิหาริย์เห็นปานนี้ และพระผู้มีพระภาค ได้ทรงเข้าสมาธิแล้ว ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์เห็นปานนี้ จึงเป็นอจินไตย ได้ปรากฏให้เห็นแล้ว เราควรจะถามเนื้อความที่ควรจะถามนี้หรือหนอแล ณ ที่นี้ ใครหนอ พึงเป็นผู้สามารถที่จะทำให้เนื้อความนี้กระจ่างได้ พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ไมเตรยะนั้น ได้ทรงมีดำริต่อไปว่า พระโพธิสัตว์มัญชุศรีกุมารภูตะองค์นี้ผู้มีอธิการได้กระทำแล้วต่อพระชินเจ้าองค์ก่อนๆ มีกุศลมูลอันปลูกฝังไว้แล้ว (ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ)และได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจำนวนแล้ว
 อนึ่ง นิมิตเช่นนี้ ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน จักเป็นสิ่งที่พระโพธิสัตว์มัญชุศรีกุมารภูตะนี้ได้เคยเห็นมาแล้ว
 ก็แล การถามธรรมะอันยิ่งใหญ่ก็เคยมีมาแล้ว เราควรถามข้อความนี้กะท่านพระมัญชุศรีกุมารภูตะ ดีไหมหนอ?
 บริษัทสี่ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร พญานาค มนุษย์ และอมนุษย์ ทั้งหลาย จำนวนมากเหล่านั้น เห็นปรากฏการณ์แห่งปาฏิหาริย์ ที่เป็นเช่นนี้ เป็นนิมิตหมายอันยิ่งใหญ่ของผู้มีพระภาค ก็ประหลาด มหัศจรรย์ใจ โกลาหล คิดกันว่า ทำไมหนอ พวกเราจึงไม่ถามปรากฏการณ์แห่งอิทธิปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่เห็นปานนี้ของพระผู้มีพระภาค 
 ขณะนั้นแล พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ไมเตรยะ ได้ทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของบริษัทสี่ด้วยจิตเช่นกันและตนเองก็สงสัยในธรรม จึงได้ถามพระโพธิสัตว์มัญชุศรีกุมารภูตะในเวลานั้นว่า ข้าแต่พระมัญชุศรี ณ ที่นี้ อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แห่งฤทธิ์ของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้และพุทธเกษตร 18000 เหล่านี้ ที่มีพระตถาคตซึ่งปรินิพพานแล้ว และพระตถาคตที่กำลังสั่งสอนศาสนาธรรมอยู่ ปรากฏเห็นเป็นวิจิตรสวยงามน่าดูเป็นอย่างยิ่ง 
 ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ไมเตรยะ ได้ทรงกล่าวกับพระมัญชุศรีกุมารภูตะ ด้วยคาถาทั้งหลายว่า ชุศรี เพราะเหตุใดเล่า พระผู้นำของนรชน (พระผู้มีพระภาค) จึงทรงเปล่งพระรัศมีออกมา และพระรัศมีซึ่งมีแสงประกายนี้ ได้ปรากฏจากกลุ่มพระอูรณะ ซึ่งอยู่ระหว่างพระขนง 
( 2 )         ทวยเทพทั้งหลาย มีความยินดีได้โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกมัญชูษกะผสมผงผงจันทน์ซึ่งเป็นทิพย์ มีกลิ่นหอมน่ารื่นรมย์ ลงมาเป็นห่าฝน 
( 3 )         ปฐพีทั้งปวงงามไปทั่วทุกสารทิศ บริษัททั้งสี่ก็ได้รับความปิติ และพุทธเกษตรทั้งปวง ก็สั่นสะเทือนถึงหกจังหวะอย่างน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง 
( 4 )         ก็แลรัศมีนั้น แผ่ไปทั่วทั้ง 18,000 พุทธเกษตรในทิศบูรพา และพุทธเกษตรทั้งหมด สว่างไสวปานสีทองพร้อมกัน 
( 5 )         สัตว์ทั้งหลาย ที่อยู่ในภูมิทั้ง 6 ทั้งที่ตายและกำลังเกิดอยู่ในสถานที่ต่างๆ ตั้งต้นแต่ อเวจีมหานรกจนถึงพรหมโลก (เราก็เห็นสัตว์เหล่านั้นได้) 
( 6 )         กรรมชนิดต่างๆ ของสรรพสัตว์ที่มีสุขและมีทุกข์ ที่เลว ประณีต และปานกลาง ที่ปรากฏในคติทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ที่นี่ก็สามารถมองเห็นกรรมทั้งหมดนั้นได้ 
( 7 )         ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นจอมแห่งพระราชา ซึ่งกำลังประกาศและแสดงธรรม ยกอุทาหรณ์ให้ปรากฏแก่สรรพสัตว์จำนวนหลายโกฏิ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ 
( 8 )         พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อประกาศพุทธธรรม ด้วยการแสดงเหตุผลหลายหมื่นโกฏิวิธี ย่อมทรงเปล่งพระสุรเสียงลึกซึ้งไพเราะ และอัศจรรย์ ในพุทธเกษตรของแต่ละพระองค์ 
( 9 )         ก็แลสัตว์ที่โง่เขลาเบาปัญญา ถูกความทุกข์บีบคั้น มีจิตใจเดือดร้อน เพราะการเกิดและความแก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ทรงประกาศวัตรปฏิบัติเพื่อความสงบสุขแก่สัตว์เหล่านั้น ด้วยพระดำรัสว่า โอ ภิกษุทั้งหลาย นี่คือที่สุดแห่งความทุกข์ 
( 10 )     ส่วนชนที่มีพลังแข็งกล้า ถึงพร้อมด้วยบุญบารมี ประกอบด้วยทัศนะที่ดีต่อพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะทรงแสดงธรรมเครื่องนำทางแก่เขาก็ตรัสยานเฉพาะแก่เขา 
( 11)     ส่วนชนเหล่าอื่น ที่เป็นบุตรพระสุคต ที่กำลังแสวงหาญาณอันวิเศษสุด ซึ่งได้ทำงานมาตลอดกาล พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสสอนพรต เพื่อการตรัสรู้แก่เขา 
( 12 )     ข้าแต่ท่านมัญชุโฆษะ ข้าพเจ้ายืนอยู่ ณ ที่นี้ย่อมได้ยินและเห็นเรื่องเช่นนี้และเรื่องพิเศษอื่นๆ รวมเป็นจำนวนพันโกฏิเรื่อง จากเรื่องเหล่านั้น ข้าพเจ้าจะเล่าเพียงบางเรื่อง 
( 13 )     ในพุทธเกษตรจำนวนมากมายนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระโพธิสัตว์จำนวนมากหลายพันโกฏิ มีจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา ที่ได้บรรลุโพธิญาณ ด้วยความเพียรต่างๆกัน 
( 14 )     พระโพธิสัตว์บางพวกในทาน คือ การบริจาคทรัพย์สมบัติ เงินทอง แก้วมุกดา แก้วมณี สังข์ ศิลา แก่ประพาฬ ทาสชาย ทาสหญิง รถ ม้า และแกะ เป็นต้น 
( 15 )     พระโพธิสัตว์บางพวกมีจิตเบิกบานทำตนให้เจริญอยู่ เพื่อการตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐในโลก ในทานด้วยการบริจาคควอ และเครื่องประดับที่เป็นรัตนะทั้งหลาย ด้วยคิดว่า เรา เมื่อน้อมใจไปอยู่ พึงได้ยานในพระโพธิญาณอันประเสริฐนี้ 
( 16 )     พระโพธิสัตว์บางพวก ในทานเช่นนี้ ด้วยคิดว่า พุทธยาน ที่พระสุคตทั้งหลายได้แสดงแล้ว เป็นยานที่ประเสริฐและวิเศษสุด ในโลกธาตุทั้งสาม เราจงได้พุทธยานนั้นโดยพลันเถิด 
( 17 )     พระโพธิสัตว์บางพวก ให้ทาน เช่นรถเทียมม้า 4 ตัว ซึ่งมีที่นั่งประดับด้วยดอกไม้และธงชัยพร้อมทั้งธงเวชยันต์ และบางพวกบริจาควัตถุทั้งหลายที่ทำด้วยรัตนะ 
( 18)     พระโพธิสัตว์บางพวก บริจาคบุตรชาย และบุตรหญิงทั้งหลาย บางพวกบริจาคเนื้อหนังอันเป็นที่รักของตน และบางพวกปรารถนาธรรมอันเลิศนี้ ได้บริจาคมือและเท้าทั้งหลาย ที่บุคคลอื่นขอ 
(19)  พระโพธิสัตว์บางพวก บริจาคศีรษะ บางพวกบริจาคนัยน์ตา บางพวกบริจาคร่างกายอันประเสริฐ ก็แล ครั้นบริจาคทานทั้งหลายแล้ว เป็นผู้มีจิตผ่องใส ย่อมปรารถนาการบรรลุญาณของพระตถาคตทั้งหลาย 
( 20)     ข้าแต่พระมัญชุศรี ข้าพเจ้าเห็นว่า ในที่บางแห่ง กษัตริย์ทั้งหลาย สละราชสมบัติจำนวนมาก สละถิ่นที่ประทับ ทวีป อำมาตย์ และพระญาติทั้งปวง สละทุกสิ่งทุกอย่าง 
( 21)     กษัตริย์เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้นำของชาวโลกทั้งหลาย (พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย) เพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วถามข้อธรรมอันประเสริฐ ทรงตัดพระเกศา พระมัสสุ แล้งครองผ้ากาสาวพัสตร์ 
( 22)     และข้าพเจ้าได้พบเห็นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายบางพวก ที่เป็นเช่นภิกษุผู้อยู่ในป่าใหญ่ บางพวกอาศัยป่าที่ว่างเปล่า และยินดีในการศึกษาค้นคว้า (พระธรรม) 
( 23)     อนึ่งข้าพเจ้าได้พบเห็นพระโพธิสัตว์ของท่านซึ่งมีปัญญา เข้าไปสู่ถ้ำที่ภูเขาเจริญวิปัสสนา ใคร่ครวญพุทธญาณ พิจารณาตนเองอยู่ 
( 24)     บุตรทั้งหลายเหล่าอื่นของพระสุคต ละกามโดยไม่เหลือ อบรมตนจนมีอารมณ์บริสุทธิ์ ได้บรรลุอภิญญา5 อาศัยอยู่ในป่า 
( 25)     บางพวกที่ปราชญ์ ยืนชิดเท้าประคองอัญชลีต่อหน้าพระผู้นำทั้งหลาย (พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย) กล่าวสดุดีพระชิเนนทรราช ที่ก่อให้เกิดความหรรษาด้วยคาถาหลายพัน 
( 26)     บางพวกมีสติ ฝึกอินทรีย์ได้แล้ว เป็นผู้คงแก่เรียนและรู้ศิลปะทั้งปวง ถามซึ่งธรรมของพระสุคตผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ และครั้นได้ฟังแล้วก็จดจำธรรมนั้นไว้ 
( 27)     ข้าพเจ้าได้เห็นพระชิเนนทรบุตรบางพวก ซึ่งได้อบรมตนแล้ว ณ ที่นั้นๆ แสดงธรรมแก่มนุษย์ จำนวนหลายโกฏิ ด้วยการแสดงเหตุผลหลายหมื่นอย่าง 
( 28)     พระชิเนนทรบุตรเหล่านั้น เกิดความปราโมทย์ ชักชวนพระโพธิสัตว์จำนวนมากให้เผยแผ่ธรรมอยู่ ท่านเหล่านั้นได้ทำลายมารผู้มีกำลัง พร้อมทั้งเสนามารได้แล้ว จึงลั่นกลองธรรม 
( 29)     ข้าพเจ้าได้เห็นบุตรตถาคต บางพวกผู้ไม่เย่อหยิ่ง ถ่อมตน มีจริยวัตรสงบเสงี่ยมในศาสนาของพระตถาคต เป็นที่บูชาของมนุษย์ เทพ ยักษ์ และรากษสทั้งหลาย 
( 30)     บางพวกอาศัยอยู่ในป่าทึบ เปล่งรัศมีจากกาย ยกสัตว์ทั้งหลายขึ้นจากนรกให้เตรียมพร้อมเพื่อพระโพธิญาณ 
( 31)     พระชินบุตรบางพวกเหล่าอื่น ตั้งอยู่ในความเพียร ละความเกียจคร้านได้โดยสิ้นเชิง ประกอบการเดินจงกรม ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความเพียร ท่านเหล่านั้น ย่อมบรรลุธรรมอันวิเศษได้ 
( 32)     และพระชินบุตรบางพวก รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่างพร้อยทุกเมื่อ เช่นเดียวกับแก้วมณีและรัตนะทั้งหลาย และ
มีความประพฤติอันสมบูรณ์แบบ ท่านเหล่านั้นสามารถบรรลุพระโพธิญาณอันประเสริฐได้ด้วยศีลนั้น ณ ที่นั้น 
( 33) พระชินบุตรทั้งหลาย บางพวก มีความอดทนเป็นพลัง ย่อมอดทนต่อภิกษุทั้งหลายที่มีความเย่อหยิ่ง ด่าบริภาษและติเตียน พระชินบุตรเหล่านั้น สามารถบรรลุพระโพธิญาณอันประเสริฐได้ ด้วยความอดทนนั้น
( 34) ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระโพธิสัตว์ บางพวก ละความยินดีในโลกิยสุขทั้งปวง ละทิ้งสหายผู้เป็นพาลทั้งหลายแล้ว ยินดีการสังสรรค์ ดำรงอยู่กับหมู่ชนผู้เป็นอริยะทั้งหลาย
( 35) พระโพธิสัตว์เหล่านั้น ละความคิดที่ฟุ้งซ่าน เข้าสมาธิทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียวในป่าและถ้ำเป็นเวลาหลายพันโกฏิปี ท่านเหล่านั้น สามารถบรรลุพระโพธิญาณอันประเสริฐได้ด้วยสมาธินั้น พระชินบุตรบางพวก บริจาคสิ่งของที่เป็นขาทนียะ โภชนียะควรเคี้ยว ข้าว น้ำ ยารักษาโรค จำนวนมาก ให้เป็นทาน ณ เบื้องพระพักตร์ ของพระชินเจ้าพร้อมทั้งหมู่ศิษย์ พระชินบุตรบางพวกทำการบริจาคผ้าจำนวนร้อยโกฏิ ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยพันโกฏิ และบางพวกบริจาคผ้าทั้งหลายที่มีค่านับไม่ได้ ณ เบื้องพระพักตร์ พระชินเจ้าพร้อมทั้งหมู่ศิษย์ พระชินบุตรบางพวก ให้สร้างวิหารตั้งร้อยโกฏิ ประดับประดาด้วยรัตนะ และไม้จันทน์ ที่นอนที่นั่งมากมาย ให้เป็นทาน ณ เบื้องพระพักตร์ของพระสุคตเจ้าทั้งหลาย พระชินบุตรบางพวก ถวายสวนอันสะอาดและน่ารื่นรมย์ ซึ่งมีผลไม้และดอกไม้หลากสี แด่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย พร้อมด้วยสาวกเพื่อพักผ่อน ในเวลากลางวัน ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีความยินดีปรีดา บริจาคทานหลายอย่างที่วิจิตร ก็แล ครั้นบริจาคแล้ว ได้ทำความเพียรให้เกิดขึ้นเพื่อพระโพธิญาณ ท่านเหล่านั้นย่อมบรรลุธรรมอันวิเศษได้ด้วยทานนั้น พระชินบุตรบางพวก อธิบายธรรมอันเกี่ยวกับความสงบด้วยการแสดงเหตุผลเป็นจำนวนไม่น้อย นับได้หลายหมื่นอย่าง และแสดงธรรมนั้นแก่ประชาชนจำนวนหลายพันโกฏิ ท่านเหล่านั้นย่อมบรรลุธรรมอันวิเศษได้ด้วยญาณนั้น
( 42) บุตรพระตถาคตเจ้าบางพวก รู้อยู่ ไม่ปรารถนา ไม่ยึดติดสิ่งใด เหมือนความเสมอภาคของพระอาทิตย์แล้วประพฤติธรรมเป็นทวีคูณ ท่านเหล่านั้นย่อมบรรลุธรรมอันวิเศษได้ด้วยปัญญา
( 43) ข้าแต่ท่านมัญชุโฆษะ ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้ายังได้เห็นพระโพธิสัตว์จำนวนมาก ผู้มั่นคงในพระศาสนาของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ที่ปรินิพพานแล้ว ยังทำการสักการะพระธาตุของพระชินเจ้าทั้งหลาย
( 44) ข้าพเจ้าเห็นพระสถูปมากมายหลายพันโกฏิ เท่ากับเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา ที่พระชินบุตรทั้งหลาย ให้สร้างขึ้นประดับแผ่นดินเป็นจำนวนหลายโกฏิ
(45) พระสถูปอันประเสริฐทั้งหลาย สร้างด้วยวัตถุมีค่า 7 ประการ สูง 5,000 โยชน์ และวัดโดยรอบที่ฐาน 2,000 โยชน์ ที่พระสถูปนั้นมีทั้งฉัตรและธงหลายพันโกฏิ
( 46) ตลอดเวลา พระสถูปประดับด้วยธงและมีเสียงกลุ่มระฆังดังอยู่เป็นนิจ และงดงามยิ่งนัก มนุษย์ เทวดา ยักษ์ รากษส บูชาพระสถูป นั้นด้วยดอกไม้ ของหอมและดนตรี
( 47) บุตรทั้งหลายของพระสุคต ให้การะทำการบูชา พระบรมสารีริกธาตุ ของพระชินเจ้าทั้งหลายเช่นนี้อยู่ ประหนึ่งว่าทิศทั้งสิบ สวยงามด้วยต้นปาริชาตทั้งหลาย ที่ออกดอกสะพรั่ง
( 48) ข้าพเจ้าและสัตว์โลกจำนวนหลายโกฏิเหล่านี้ ซึ่งยืนอยู่ ณ ที่นี่ ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แม้พระรัศมีหนึ่งเดียวนี้ ที่พระชินเจ้าเปล่งออกสู่โลกนี้ ซึ่งมีดอกไม้เบ่งบาน รวมทั้งเทวโลก
( 49) โอ อำนาจของพระผู้มีพระภาค โอ พระโพธิญาณของพระองค์บริสุทธิ์ไพบูลย์ยิ่งนั้น พระรัศมีนิดหนึ่งของพระองค์ได้แผ่ไปทั่วโลก ย่อมส่องให้เห็นพุทธเกษตร มากมายหลายพันแห่ง
( 50) พวกข้าพเจ้าได้เห็นนิมิตนี้ที่ปรากฏ ไม่มีสิ่งใดจะเปรียบได้เช่นนี้แล้ว ได้เกิดความมหัศจรรย์ใจยิ่งนั้น ข้าแต่ท่านพุทธบุตรมัญชุสวระ ขอท่านได้โปรดอธิบาย ข้อความนี้ ของท่านจงกำจัดความสงสัยของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด
( 51) ข้าแต่ท่านผู้กล้าหาญ บริษัทที่เหล่านี้ มีจิตผ่องใส กำลังเฝ้ามองดูท่านและข้าพเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่ท่านสุคตบุตร ขอท่านจงทำความรื่นเริงให้เกิดขึ้นขจัดความสงสัย (ของเขาเหล่านั้น)และจงชี้แจงให้ประจักษ์เถิด
( 52) เหตุใดวันนี้ พระสุคตเจ้าจึงทรงเปล่งพระรัศมีเช่นนี้ โอ อำนาจพระสุคต โอ พระโพธิญาณของพระองค์ บริสุทธิ์ไพบูลย์ยิ่งนัก
( 53) พระรัศมีนิดหนึ่งของพระองค์แผ่ไปทั่วโลก ส่องให้เห็นไปถึงหลายพันพุทธเกษตร การที่พระองค์ทรงเปล่งรัศมีอันไพบูลย์เช่นนี้ คงจะมีประโยชน์แน่
( 54) พระสุคตเจ้า ผู้เป็นยอดบุรุษ เป็นนาถะแห่งโลก มีพระประสงค์จะแสดงธรรมอันเลิศที่พระองค์ได้สัมผัส (ตรัสรู้) แล้ว ณ โพธิมณฑลนั้น หรือว่าพระองค์จะทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
( 55) การที่พุทธเกษตรจำนวนหลายพัน ปรากฏสวยงามด้วยสิ่งวิจิตร ทั้งโศภิต แพรวพราวด้วยรัตนะและพระพุทธเจ้าจำนวนมาก ที่ปรากฏแก่จักษุโดยไม่มีที่สุด เหตุการณ์นี้น่ากลัวมิใช่น้อย
( 56) ขณะที่ท่านไมเตรยะ กำลังถามพระชินบุตรอยู่นั้น มนุษย์ เทวดา ยักษ์ รากษส และบริษัทสี่ในธรรมสภานั้น กำลังตั้งตารอคอยอยู่ว่า พระมัญชุสวระจะพยากรณ์อย่างไร นัยว่า
       ครั้งนั้น พระมัญชุศรีกุมารภูตะได้ตรัสกับพระไมเตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ และหมู่พระโพธิสัตว์ทั้งปวงว่า
       ดูก่อนกุลบุตรทั้งหลาย วันนี้ พระตถาคตทรงมีพระประสงค์ทำให้ฝน คือหลักธรรมตกลงมาทำการตีกลองหลักธรรม ทำการชักธงหลักธรรม ทำการจุดประทีปหลักธรรมให้สว่างไสว  ทำการเป่าสังข์หลักธรรม ทำการตีกลองเภรีหลักธรรม และ ทรงการแสดงหลักธรรม ดูก่อนกุลบุตรทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเคยรู้และเคยเห็นมา ปุพพนิมิตอย่างนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย   พระองค์ก่อนๆ ก็ได้เคยทรงเปล่งพระรัศมีสว่างไสวอย่างนี้ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า พระตถาคตคงประสงค์จะทำการสนทนาถึงหลักธรรม ประสงค์ให้ได้ยินเสียงธรรม เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงปุพพนิมิตเช่นนี้ ข้อนั้นเป็นเพราะอะไร? พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประสงค์ให้ธรรมบรรยายได้ยินไปถึงฝ่ายตรงกันข้ามในโลกทั้งปวง ฉะนั้นจึงทรงแสดงปุพพนิมิตเป็นมหาปาฏิหาริย์   จึงเปล่งพระรัศมีสว่างไสวอย่างที่เห็นนี้
        ดูก่อนกุลบุตรทั้งหลาย ข้าพเจ้าจำได้ว่า สมัยอดีตกาล ที่ล่วงมาแล้วช้านาน หลายกัลป์จนนับไม่ได้ นานเกินกว่าที่จะนับ คำนวณก็ไม่ได้ คิดก็ไม่ได้ ประมาณก็ไม่ได้ กาลสมัยนั้น พระตถาคตอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ได้อุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นพระสุคต รู้แจ้งโลก เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ประเสริฐ เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่น เป็นผู้มีโชค พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น ท่านกลางและที่สุด ได้ทรงประกาศพรหมจรรย์มีเนื้อความงาม มีพยัญชนะงาม อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สะอาดหมดจดโดยสิ้นเชิง กล่าวคือพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมมีอริยสัจสี่ พร้อมกับปฏิจจสมุปบาท โดยลำดับ ตั้งแต่ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะโศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จบลงด้วยนิพพาน แก่พระสาวกทั้งหลาย สำหรับพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันยิ่ง ซึ่งประกอบด้วยบารมีหก เริ่มจากสัมมาสัมโพธิ และจบลงด้วย พระสัพพัญญุตญาณ
        ดูก่อนกุลบุตรทั้งหลาย ก็แลหลังจากพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จันทรสูรยประทีปพระองค์นั้นแล้ว ได้มีพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ทรงอุบัติขึ้นในโลก มี พระนามว่า จันทรสูรยประทีปเช่นกัน
        ดูก่อนอชิตะ ในกาลลำดับต่อมานั้น ได้มีพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจำนวน 20,000องค์ ที่มีพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ซึ่งมีนามเรียกขานตระกูลและโคตรเป็นนามเดียวกัน เหมือนที่มีพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่มีพระนามว่า ภรัทวาชะ ซึ่งตระกูลและโคตรเป็นนามเดียวกัน
        ดูก่อนอชิตะ บรรดาพระตถาคต 20,000 องค์เหล่านั้น เริ่มแต่พระองค์แรก จนถึงพระองค์สุดท้าย มีพระนามว่า จันทรสูรยประทีป เป็นพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นามว่า ภัทระ ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นพระสุคต เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ประเสริฐ เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่น เป็นผู้มีโชค พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ได้ประกาศพรหมจรรย์ มีเนื้อความงาม มีพยัญชนะงามอันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สะอาดหมดจดโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม มีอริยสัจสี่ พร้อมกับปฏิจจสมุปบาท โดยลำดับ ตั้งแต่ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะโศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จบลงด้วยนิพพาน แก่พระสาวกทั้งหลาย สำหรับพระโพธิสัตว์มหาสัตว์นั้น พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันซึ่งประกอบด้วย บารมีหก เริ่มจาก       สัมมาสัมโพธิและจบลงด้วย พระสัพพัญญุตญาณ
        ดูก่อน อชิตะ ก็แล พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ขณะที่ยังทรงเป็นราชกุมาร ยังมิได้ทรงสละราชสมบัติ ก่อนออกผนวช ได้ทรงมีพระโอรส 8 พระองค์ คือ พระราชกุมารมติ พระราชกุมารสุมติ พระราชกุมารอนันตมติ พระราชกุมารรัตนมติ   พระราชกุมารวิเศษมติ พระราชกุมารวิมติสมุทฆาฏี พระราชกุมารโฆษมติ และ พระราชกุมารธรรมมติ
        ดูก่อนอชิตะ ก็นัยว่า พระราชกุมารผู้เป็นพระโอรสของตถาคตพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ทั้ง 8 พระองค์เหล่านั้น ทรงมีฤทธิ์มาก แต่ละพระองค์ได้ทรงปกครอง 5 มหาทวีป และทุกพระองค์ได้ทรงครองราชย์ด้วย พระราชกุมารทั้งหมด เหล่านั้น ครั้นทรงทราบว่า พระผู้มีพระภาค (พระบิดา) ได้สละราชสมบัติ ทรงออกผนวชและทรงสดับว่าพระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้ว ก็ได้สละราชสมบัติและการปกครองทั้งปวง ผนวชตามพระบิดาที่เป็นพระผู้มีพระภาคนั้น ทุกพระองค์ทรงสำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และ ประกาศธรรม พระราชกุมารเหล่านั้นทรงเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์และได้ทรงสร้างบุญกุศลไว้ในพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ในอดีตกาลที่ผ่านมา กรรม
        ดูก่อนอชิตะ ก็นัยว่าสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จันทรสูรยประทีปนั้น ได้ทรงแสดงพระสูตรอันเป็นธรรมบรรยายชื่อว่า “มหานิรเทศ” ซึ่งมีเนื้อความกว้างขวาง เป็นคำสอนที่เหมาะแก่พระโพธิสัตว์ และเป็นที่ยึดถือของพระพุทธเจ้าทั้งปวงในขณะเดียวกัน ณ ที่ประชุมบริษัทนั้น (พระองค์) ทรงขึ้นประทับบนธรรมมาสน์ ทรงเข้าอนัตตนิรเทศประดิษฐานสมาธิ ด้วยพระวรกายและจิตที่ตั้งมั่นสงบนิ่ง ก็แลใน ขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงเข้าสมาธิอยู่นั้น ฝนดอกไม้ทิพย์ ดอกมณฑารพ ดอกมหามณฑารพ ดอกมัญชูษกะและดอกมหามัญชูษกะ โปรยลงมา ฝนนั้นได้ถูกต้องพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งเหล่าบริษัทพุทธเกษตรทั้งปวง ก็สั่นสะเทือนเป็นหกจังหวะ คือ เคลื่อนไป-เคลื่อนมา ฟูขึ้น-ยุบลง โคลงไป-โคลงมา
        ดูก่อนอชิตะ ก็กาลสมัยนั้น ในที่ประชุมนั้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร พญานาค มนุษย์ อมนุษย์ รวมทั้งพระราชา พระจักรพรรดิ ผู้มีพลัง ซึ่งครองนครโดยรอบและพระจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้งสี่ ที่นั่งประชุมรวมกันทั้งหมด พร้อมทั้งบริวาร พากันจ้องมองพระผู้มีพระภาค ต่างประหลาดอัศจรรย์ใจไปตามๆกัน ก็แล ในเวลานั้น พระรัศมีดวงหนึ่งได้ฉายออกจากกลุ่มพระจูรณะ ระหว่างพระขนงของพระผู้มีพระภาคตถาคตจันทรสูรยประทีปนั้น พระรัศมีนั้น แผ่ คลุมไปทั่ว 18000 พุทธเกษตร ในทิศบูรพา พุทธเกษตรทั้งหมดนั้น ได้ปรากฏสว่างไสวไปด้วยแสงพระรัศมีนั้น
        ดูก่อนอชิตะ ปรากฏการณ์นั้นก็เป็นเช่นเดียวกับพุทธเกษตรทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้
        ดูก่อน อชิตะ ก็แล พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ขณะที่ยังทรงเป็นราชกุมาร ยังมิได้ทรงสละราชสมบัติ ก่อนออกผนวช ได้ทรงมีพระโอรส 8 พระองค์ คือ พระราชกุมารมติ พระราชกุมารสุมติ พระราชกุมารอนันตมติ พระราชกุมารรัตนมติพระราชกุมารวิเศษมติ พระราชกุมารวิมติสมุทฆาฏี พระราชกุมารโฆษมติ และ พระราชกุมารธรรมมติ
        ดูก่อนอชิตะ ก็นัยว่า พระราชกุมารผู้เป็นพระโอรสของตถาคตพระนามว่า จันทรสูรยประทีป ทั้ง 8 พระองค์เหล่านั้น ทรงมีฤทธิ์มาก แต่ละพระองค์ได้ทรงปกครอง 5 มหาทวีป และทุกพระองค์ได้ทรงครองราชย์ด้วย พระราชกุมารทั้งหมด เหล่านั้น ครั้นทรงทราบว่า พระผู้มีพระภาค(พระบิดา) ได้สละราชสมบัติ ทรงออกผนวชและทรงสดับว่าพระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ได้สละราชสมบัติและการปกครองทั้งปวง ผนวชตามพระบิดาที่เป็นพระผู้มีพระภาคนั้น ทุกพระองค์ทรงสำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และ ประกาศธรรม พระราชกุมารเหล่านั้นทรงเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์และได้ทรงสร้างบุญกุศลไว้ในพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ในอดีตกาลที่ผ่านมา
        ดูก่อนอชิตะ ก็นัยว่าสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จันทรสูรยประทีปนั้น ได้ทรงแสดงพระสูตรอันเป็นธรรมบรรยายชื่อว่า “มหานิรเทศ” ซึ่งมีเนื้อความกว้างขวาง เป็นคำสอนที่เหมาะแก่พระโพธิสัตว์ และเป็นที่ยึดถือของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ในขณะเดียวกัน ณ ที่ประชุมบริษัทนั้น (พระองค์) ทรงขึ้นประทับบนธรรมมาสน์ ทรงเข้าอนัตตนิรเทศประดิษฐานสมาธิ ด้วยพระวรกายและจิตที่ตั้งมั่นสงบนิ่ง ก็แลใน ขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงเข้าสมาธิอยู่นั้น ฝนดอกไม้ทิพย์ ดอกมณฑารพ ดอกมหามณฑารพ ดอกมัญชูษกะและดอกมหามัญชูษกะ โปรยลงมา ฝนนั้นได้ถูกต้องพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งเหล่าบริษัทพุทธเกษตรทั้งปวง ก็สั่นสะเทือนเป็นหกจังหวะ คือ เคลื่อนไป-เคลื่อนมา ฟูขึ้น-ยุบลง โคลงไป-โคลงมา 
        ดูก่อนอชิตะ ก็กาลสมัยนั้น ในที่ประชุมนั้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร พญานาค มนุษย์ อมนุษย์ รวมทั้งพระราชา พระจักรพรรดิ ผู้มีพลัง ซึ่งครองนครโดยรอบและพระจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้งสี่ ที่นั่งประชุมรวมกันทั้งหมด พร้อมทั้งบริวาร พากันจ้องมองพระผู้มีพระภาค ต่างประหลาดอัศจรรย์ใจไปตามๆกัน ก็แล ในเวลานั้น พระรัศมีดวงหนึ่งได้ฉายออกจากกลุ่มพระจูรณะ ระหว่างพระขนงของพระผู้มีพระภาคตถาคตจันทรสูรยประทีปนั้น พระรัศมีนั้น แผ่คลุมไปทั่ว 18000 พุทธเกษตร ในทิศบูรพา  พุทธเกษตรทั้งหมดนั้น ได้ปรากฏสว่างไสวไปด้วยแสงพระรัศมีนั้น ดูก่อนอชิตะปรากฏการณ์นั้นก็เป็นเช่นเดียวกับพุทธเกษตรทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ดูก่อนอชิตะ ก็โดยสมัยนั้น พระโพธิสัตว์จำนวน 20 โกฏิ ได้ติดตามพระผู้มีพระภาคนั้น ท่านเหล่านั้น ซึ่งฟังธรรมอยู่ในที่ประชุมนั้น ครั้นได้เห็นโลก สว่างไสวด้วยแสงของพระรัศมีนั้น ก็เกิดความประหลาด อัศจรรย์ใจไปตามๆกัน        
   ดูก่อนอชิตะ โดยสมัยนั้น ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น (จันทรสูรยประทีป) ได้มีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งมีนามว่า “วรประภา” ซึ่งมีศิษยานุศิษย์ 800 องค์ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงออกจากสมาธิแล้ว ทรงปรารภถึงวรประภาโพธิสัตว์นั้นจึงทรงแสดงธรรมบรรยายที่ชื่อว่า “สัทธรรมปุณฑรีกสูตร พระองค์ทรงประทับนั่ง ณ ที่ประทับ แห่งเดียว โดยมีพระวรกายไม่ไหวติง และ ทรงมีพระหทัยจิตตั้งมั่น แสดงธรรมนั้นอยู่เป็นเวลา 60 กัลป์บริบูรณ์ บริษัททั้งหมดที่นั่งอยู่ ณ อาสนะเดียวนั้น ได้ฟังธรรมอยู่ใกล้ๆ พระองค์ตลอด 60 กัลป์ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากายและใจ จะได้มีแก่ใครสักคนหนึ่ง ในที่ประชุมนั้น ก็หาไม่ ต่อมา พระผู้มีพระภาคตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จันทรสูรยประทีปนั้น ครั้น ทรงแสดงธรรมบรรยายสัทธรรมปุณฑรีกสูตร อันเป็นสูตรที่มีเนื้อความกว้างขวาง เป็นคำสอน ที่ เหมาะแก่พระโพธิสัตว์ และเป็นที่ยึดถือของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นเวลาถึง 60 กัลป์แล้ว ในชั่วขณะนั้น ก็ได้ทรงประกาศพระนิพพานเบื้องหน้าประชาชน พร้อมทั้งเทพ มาร พรหม และสมณะพราหมณ์พร้อมด้วยเทวดา มนุษย์และอสูรว่า       
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในมัชฌิมยาม คืนนี้แล ตถาคตจะดับขันธปรินิพพาน โดยอนุปาทิเสสนิพพานแล
        ดูก่อนอชิตะ พระผู้มีพระภาคตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจันทรสูรยประทีปนั้น ได้ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์มหาสัตว์นามว่า “ศรีครรภ” ไว้ในอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วได้ตรัสกับบริษัททั้งปวงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ศรีครรภ นี้ จักบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณต่อจากเรา เป็นพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า “วิมลเนตร” ดังนี้
        ดูก่อนอชิตะ นัยว่าครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า จันทรสูรยประทีป ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยอนุปาทิเสสนิพพานในมัชฌิมยามคืนนั้นแล และพระโพธิสัตว์มหาสัตว์วรประภานั้น ได้ทรงจำธรรมบรรยายที่ชื่อว่า “สัทธรรมปุณฑรีกสูตร” นั้นไว้ พระโพธิสัตว์มหาสัตว์วรประภานั้น ได้ทรงจำ และได้ประกาศคำสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นเวลา 80 กัลป์ ในขณะนั้น พระโอรสทั้ง 8 พระองค์ของพระผู้มีพระภาคนั้น ซึ่งมีพระราชกุมารมติเป็นประมุข ก็ได้เป็นอันเตวาสิกของพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ วรประภานั่นเอง ท่านเหล่านั้นได้สั่งสมบารมีเพื่อตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และ หลังจากนั้นท่านเหล่านั้นได้ทรงเห็นและทรงสักการะพระพุทธเจ้าหลายหมื่นแสนโกฏิ ก็แลท่านเหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์สุดท้าย คือ พระทีปังกรพุทธเจ้า บรรดาอันเตวาสิกทั้ง 8 องค์นั้น พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง เป็นผู้หนักในลาภสักการะ สรรเสริญ และยศ มากยิ่งเหลือประมาณ  บทและพยัญชนะทั้งหลาย ที่แสดงแล้วแสดงอีกแก่ท่าน ท่านก็ทำให้ลบเลือนหายไป ท่านมิได้ทรงจำบทและพยัญชนะเหล่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงถูกขนานนามว่า “ยศัสกาม” ด้วยกุศลมูลที่ท่านได้เลื่อมใสพระพุทธเจ้าหลายหมื่นแสนโกฏิพระองค์ และ เมื่อเลื่อมใสแล้วท่านได้สักการะ เคารพ นบนอบ บูชา นับถือและยกย่องพระพุทธเจ้าหลายหมื่นแสนโกฏิยุตเหล่านั้น
        ดูก่อนอชิตะ ท่านคงสงสัย คลางแคลง ลังเลใจว่า โดยกาลสมัยนั้น ยังจะมีพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ผู้แสดงธรรม นามว่า วรประภา องค์อื่นอีกหรือ ?
        ก็แล ท่านไม่ควรคิดเห็นเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรเล่า ?         เพราะโดยกาลสมัยนั้น พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ผู้สอนธรรม นามว่า วรประภา นั้นคือ ข้าพเจ้าเอง ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้เกียจคร้านนามว่า ยศัสกาม นั้นก็คือตัวท่านนั่นเอง
        ดูก่อนอชิตะ ด้วยการบรรยายนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นปุพพนิมิตนั้น ของพระผู้มีพระภาคเหมือนกับรัศมีที่แผ่ซ่านไปอย่างนี้จึงอนุมานว่า พระผู้มีพระภาคทรงปรารถนาจะตรัสพระสูตร ธรรมบรรยายชื่อว่า สัทธรรมปุณฑรีกะนั้น ซึ่งเป็นสูตรที่ไพบูลย์ยิ่ง เหมาะแก่การศึกษาของพระโพธิสัตว์และเป็นที่ยอมรับของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ดังนั้นแล พระมัญชุศรีกุมารภูตะ เมื่อจะชี้ให้เห็นข้อความเดียวนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น ว่า ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงอดีตกาลในกัลป์ ที่ใครคิดไม่ได้ และนับไม่ได้ ครั้งนั้น  พระชินเจ้านามว่า จันทรสูรยประทีป เป็น  ผู้สูงสุดแห่งชนทั้งหลาย
( 58) พระองค์เป็นผู้นำของชนทั้งหลาย ทรงแสดงพระสัทธรรม ทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลายมากมายนับไม่ได้ว่ากี่โกฏิ ทรงให้พระโพธิสัตว์จำนวนมาก ตั้งมั่นอยู่นพระพุทธญาณ อันสูงสุดและเป็นอจินไตย
( 59) พระโอรสทั้ง 8 พระองค์ ของพระกุมารภูตะ (จันทรสูรยประทีป) ซึ่งเป็นผู้นำที่วิเศษ เห็นพระมหามุนีนั้น (พระบิดา) ที่ผนวชแล้ว จึงพากันละกามเสีย แล้วทั้งหมดก็พากันผนวชโดยพลัน
( 60) ก็พระองค์ (จันทรสูรยประทีป) ผู้เป็นโลกนาถนั้น เมื่อประกาศธรรมแก่สรรพสัตว์หลายแสนโกฏิ ทรงแสดงพระสูตร มีชื่อว่า “อนันตนิรเทศวรสูตร” ซึ่งเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “ไวปุลยสูตร” 
( 61) ทันทีที่แสดงจบลง พระมุนีผู้ประเสริฐ ผู้เป็นที่พึ่งของชาวโลก พระองค์นั้น ทรงนั่งขัดสมาธิ บนธรรมมาสน์ เข้าอนันตนิรเทศวรสมา
( 62) ได้มีสายฝนดอกมณฑารพอันเป็นทิพย์ตกลงมา และกลองทั้งหมดได้ดังขึ้นโดยไม่มีคนตี เทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในอากาศ และพวกยักษ์ได้ทำการบูชาพระมุนีผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์นั้น
( 63) ในขณะนั้น พุทธเกษตรทั้งปวงก็สั่นสะเทือน ได้ปรากฏความอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค ได้ทรงเปล่งพระรัศมีที่งดงามยิ่งดวงหนึ่งออกจากท่ามกลางพระขนงของพระองค์
( 64) ก็แล พระรัศมีนั้นพุ่งไปสู่ทิศบูรพา แผ่ไปทั่ว 18000 พุทธเกษตรสว่างจ้า ทำให้โลกสว่างไสวไปทั่ว การจุติและการเกิดได้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย
( 65) เพราะรัศมีของพระผู้ทรงเป็นผู้นำนั้น ทำให้พุทธเกษตรบางแห่งปรากฏเหมือนประดับด้วยเพชรนิลจินดา บางแห่งมองเห็นเหมือนแสงแก้วไพทูรย์
( 66) ในโลกธาตุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ นางอัปสร กินนร และผู้ใฝ่ใจในการบูชาพระสุคต ย่อมปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วทำการบูชา (พระตถาคต)
( 67) พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นพระสยัมภู ปรากฏพระรูปสวยงามเหมือนทองคำ แสดงธรรมอยู่ ท่ามกลางบริษัท (ปรากฏเหมือน) พระประติมาทองคำ ในท่ามกลางแก้วไพทูรย์
( 68) ไม่มีการนับจำนวนพระสาวก เพราะพระสาวกของพระสุคต มีจำนวนมากจนประมาณไม่ได้ แม้กกระนั้นแสงพระรัศมีของพระผู้มีพระภาค ก็ส่องสว่างให้เห็นกันได้ทั่วไปในแต่ละพุทธเกษตร
( 69) บุตรแห่งพระตถาคต (ผู้นำแห่งนรชน) ผู้ประกอบด้วยความเพียร มีศีลไม่ด่างพร้อย บริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนมณีรัตนะ ได้อาศัยอยู่ที่ถ้ำตามภูเขา
( 70) พระโพธิสัตว์จำนวนมากดุจเม็ดทราย ในแม่น้ำคงคา แม้ทั้งหมดเป็นปราชญ์ที่กำลังบริจาคทานทุกชนิด มีขันติเป็นพลัง ยินดีในสมาธิ ปรากฏให้เห็นได้ ด้วยพระรัศมีนั้น
( 71) บุตรทั้งหลายที่เป็นโอรสแท้ๆ ของพระสุคตนั้น มีจิตมั่นคง ไม่เอนเอียงไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นในขันติ ยินดีในสมาธิ เป็นที่ปรากฏ ท่านเหล่านั้นได้บรรลุพระโพธิญาณ อันประเสริฐด้วยสมาธินั้น
( 72) (พุทธบุตรทั้งหลาย) ย่อมมีความรู้ ประกาศสัจบท อันสงบ และไม่มีอาสวะ แสดงธรรมในโลกธาตุจำนวนมาก การกระทำเช่นนี้ เป็นอานุภาพของพระสุคต
( 73) บริษัทสี่เหล่านั้น เห็นปรากฏการณ์นี้ของพระสุคตจันทรสูรยประทีป ผู้เป็นเช่นนั้น แล้วมีความปลื้มปิติ ต่างก็ถามกันและกัน ขณะนั้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นอย่างไร
( 74) ไม่นานนัก พระสุคตจันทรสูรยประทีปพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้นำของชาวโลกที่มนุษย์ เทวดาและยักษ์บูชาแล้ว ได้ทรงออกจากสมาธิแล้ว ตรัสกับพระโอรสวรประภา ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ฉลาด และเป็นผู้ประกาศธรรมว่า
( 75) ท่านเป็นจักษุและเป็นคติ (ที่พึ่งที่อาศัย) ของชาวโลก ท่านเป็นผู้มีความรู้ควรแก่การไว้วางใจ และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมของเรา ก็ ณ ที่นี้ ท่านจะเป็นพยานในหลักธรรม (ธรรมโกศ) ที่เราจักแสดง เพื่อประโยชน์แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย
( 76) พระชินเจ้าพระองค์นั้น ทรงให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตั้งมั่นหรรษาสังวรรณนา และสรรเสริญแล้ว ทรงประกาศธรรมอันเลิศทั้งหลาย ตลอด 60 กัลป์บริบูรณ์ พระโลกนาถ พระองค์นั้น ซึ่งประทับบนอาสนะเดียว ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐใดไว้ พระชินบุตร วรประภา ผู้ประกาศธรรม ได้ทรงจำธรรมนั้นไว้ได้ทั้งหมด
( 78) พระชินเจ้าที่เป็นผู้นำพระองค์นั้น ทรงตรัสธรรมอันเลิศ ให้หมู่ชนจำนวนมาก รื่นเริงหรรษา ในวันนั้น ทรงตรัสธรรมต่อหน้าชาวโลก พร้อมทั้งเทวดาว่า
( 79) “เรา (ตถาคต) ได้ประกาศผู้นำแห่งธรรมแล้ว สภาวะแห่งธรรมเป็นเช่นใด เราก็ได้กล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คืนวันนี้ ในมัชฌิมยาม กาลเป็นที่ดับขันธปรินิพพานของเรา (ได้มาถึงแล้ว)”
( 80) “ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาท จงตั้งมั่นเพื่อความหลุดพ้น เอาใจใส่ในธรรมคำสอนของเรา พระชินเจ้ามหามุนีทั้งหลาย เป็นผู้ที่หายาก ต้องใช้เวลาหลายหมื่นโกฏิกัลป์กว่าจะอุบัติขึ้น
( 81) พุทธบุตรจำนวนมาก เกิดความไม่สบายใจและทุกข์ใจยิ่งนัก เมื่อได้ยินคำว่าพระตถาคตจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นพระสุรเสียงของพระตถาคต (ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์
( 82) พระตถาคต ผู้เป็นนเรนทรราช ได้ทรงปลอบโยนสรรพสัตว์ทั้งหลายจำนวนมากหลายโกฏิ ที่คิดคำนวณไม่ได้เหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวไปเลย เมื่อเรานิพพานแล้ว ต่อจากเราไปจะมีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง(อุบัติขึ้น)”
( 83) พระศรีครรภโพธิสัตว์ผู้นี้ มีความรู้ บรรลุคติโนฌานอันปราศจากอาสวะแล้ว จักบรรลุพระโพธิญาณ อันประเสริฐสูงสุด และจักเป็นพระชินเจ้ามีพระนามว่า“วิมลาครเนตร”
( 84) ในมัชฌิมยามของคืนนั้น พระตถาคตเจ้าก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน ดุจดวงประทีปที่ดับลงแล้ว เพราะสิ้นเหตุปัจจัยฉะนั้น พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ ได้รับการแบ่งปันกันไป และ พระสถูปสำหรับพระบรมสารีริกธาตุมีอยู่ทั่วไปหลายหมื่นโกฏิ
( 85) ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายจำนวนไม่น้อย ณ ที่นั้น เท่ากับจำนวนเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา ได้ปฏิบัติตนอยู่ในธรรมคำสอนของพระสุคตพระองค์นั้น จนได้ถึงพระโพธิญาณอันประเสริฐและสูงสุด
( 86) ภิกษุนามว่า วรประภา ผู้ประกาศธรรมและทรงจำธรรมไว้ ได้แสดงธรรมอันประเสริฐตามคำสอนของพระตถาคตนั้น เป็นเวลานานถึง 80 กัลป์บริบูรณ์
( 87) มีศิษย์ 800 คน ซึ่งทุกคนท่านได้อบรมดีแล้ว ศิษย์ทั้งหมดนั้นได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าจำนวนมากหลายโกฏิและได้ทำการสักการะพระมหามุนีพุทธเจ้าเหล่านั้น
( 88) ศิษย์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ประพฤติธรรมตามลำดับ จนได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในหลายโลกธาตุ และท่านเหล่านั้นได้สอนธรรมเพื่อพระโพธิญาณอันประเสริฐแก่องค์อื่นๆต่อเนื่องกันตามลำดับ
( 89) ก็โดยลำดับของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น พระทีปังกรพุทธเจ้า ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย พระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ทรงเป็นผู้ที่หมู่ฤษียกย่องบูชา ได้ทรงแนะนำพร่ำสอนสรรพสัตว์จำนวนหลายพันโกฏิ
( 90) พระสุคตบุตร วรประภา ผู้สอนธรรมพระองค์นั้น ได้มีศิษย์คนหนึ่งซึ่งขี้เกียจโลเล และชอบแสวงหาลาภ พร้อมทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ
( 91) (ศิษย์คนนั้น) เป็นผู้ทะเยอทะยานในชื่อเสียงเกียรติยศ ถือตัว จะต้องเกิดอีกหลายชาติ คำสอนที่ได้ฟังและเรียนทั้งหมด ย่อมไม่ติดอยู่ในสมองเขาเลย (ไม่มีเพื่อกล่าว) ในขณะนั้น
( 92) ศิษย์คนนั้นปรากฏชื่อทั่วไปในทุกทิศว่า “ยศัสกาม” เขาจึงได้มีชื่ออย่างนี้ เขาได้กระทำทั้งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลประปนกันไป
( 93) เขา (ยศัสกาม) เลื่อมใสพระพุทธเจ้าหลายพันโกฏิพระองค์ และได้ทำการสักการะบูชาอย่างกว้างขวางต่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้รอบรู้ มีความประพฤติคล้อยตามผู้ประเสริฐ และได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าศากยสิงหะนี้ด้วย
( 94) เขา (ยศัสกาม) ผู้เกิดในไมเตรยะโคตรจะเป็นคนสุดท้าย ที่จะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า สั่งสอนสรรสัตว์จำนวนหลายพันโกฏิ
( 95) เขา (ยศัสกาม) ผู้เป็นเช่นนี้ที่ถึงเกียจคร้านในคำสอนของพระสุคต ซึ่งเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว (ในกาลครั้งนั้น) คือท่าน (พระไมเตรยะ) ส่วนในขณะนี้ และพระวรประภา ผู้ประกาศธรรม (ในขณะนั้น คือข้าพเจ้า (พระมัญชุศรี)
( 96) เพราะเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าได้เห็นนิมิตอย่างนี้ ที่พระองค์ ผู้ทรงญาณแสดง จึงได้กล่าวถึงนิมิต ที่ข้าพเจ้าได้เห็นในครั้งแรก ณ ที่นั้นว่า
( 97) แน่นอน พระตถาคตผู้เป็นจอมแห่งชินะ ผู้เป็นอธิราชแห่งศากยะ ผู้ทรงมีพระจักษุโดยรอบ (สมันตจักษุ) ผู้ทรงเห็นประโยชน์สูงสุด ปรารถนาจะแสดงธรรมบรรยายอันประเสริฐ ที่ข้าพเจ้าเคยฟังมาแล้ว
( 98) วันนี้พระศากสิงหะกระทำนิมิตที่บริบูรณ์นี้นั่นแล ให้เป็นข้อกำหนดความฉลาดในอุบาย (อุปายโกศล) ของพระผู้นำแห่งโลกทั้งหลาย (ว่า) พระองค์จะประกาศสภาวธรรมที่สำคัญ
(99) ท่านทั้งหลายจงทำจิตให้สงบ ประคองอัญชลีไว้ พระองค์ผู้อนุเคราะห์ประโยชน์ต่อชาวโลก จักแสดงธรรมดุจสายฝนตกลงอย่างไม่ขาดสาย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ดำรงอยู่เพื่อเหตุแห่งการตรัสรู้ จักได้เอิบอิ่ม
 (100) บุตรตถาคตและพระโพธิสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโพธิผู้ใด มีความสงสัย ข้องใจ ลังเลใจ ในเรื่องนี้ พระตถาคตผู้ทรงปัญญา ก็จะขจัดความสงสัยข้องใจ และความลังเลใจของผู้นั้นให้หมดไปได้
สัทธรรมปุณฑริกสูตรบทที่หนึ่ง จบ

# บทที่ ๒                           ><                               # บทที่ ๑